นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย [KBANK] กล่าวว่า แนวโน้มในช่วงไตรมาส 2/69 คาดว่ายังคงเป็นไปตามแผนงานของธนาคารที่ตั้งเผ้าหมายไว้ หลังผลการดำเนินงานในไตรมาส 1/69 ออกมาเป็นที่น่าพอใจ แม้ว่าในช่วงไตรมาส 2/69 อาจได้รับผลกระทบต่อเนื่องจากสถาการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น และค่าครองชีพสูงขึ้น ทำให้ธนาคารยังคงระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อ รวมทั้งยังคอยดูแลลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ลูกค้าที่ทำธุรกิจในตะวันออกลางมีสัดส่วนไม่มาก ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบในกลุ่มนี้
ขณะที่ภาพรวมสินเชื่อของธนาคารยังคงเป้าหมายการเติบโต 0-2% แม้ว่ามีความไม่แน่นอนของสถานการณ์ในตะวันออกกลาง และผลกระทบจากความเสี่ยงเศรษฐกิจไทยชะลอตัว แต่กลยุทธ์ของธนาคารจะหันมาเน้นสินเชื่อที่มีหลักประกันมากขึ้น เช่น สินเชื่อรายใหญ่ และสินเชื่อที่อยู่อาศัย แม้จะให้อัตราผลตอบแทนสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้สุทธิ (NIM) น้อยกว่าสินเชื่อๆ แต่มีความเสี่ยงต่ำ และภาคธุรกิจรายใหญ่ยังมีศักยภาพทางด้านการเงิน และมีความต้องการสินเชื่อเพื่อนำไปลงทุนอย่างต่อเนื่อง
"แนวโน้มภาพรวมไตรมาส 2/69 ไม่ใช่แค่เรา แต่มองไปถึงระบบอุตสาหกรรมที่เชื่อว่าจะยังคงระมัดระวัง โดยเฉพาะการลงทุนของธุรกิจที่ต้องคิดหนักหากจะลงทุนอะไร" นางสาวขัตติยา" นางสาวขัตติยา กล่าว
ในขณะที่การตั้งสำรองของธนาคารในระยะถัดไปจะรักษาให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับปัจจุบัน ซึ่งในไตรมาส 1/69 ธนาคารตั้งสำรองจำนวน 9,823 ล้านบาท โดยจะไม่เห็นการตั้งสำรองที่สูงเท่ากับปี 65 เนื่องจากธนาคารเชื่อมั่นว่าระดับสำรองที่มีอยู่เพียงพอต่อความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจ และสถานการณ์ในอนาคตที่มีความท้าทายจากในและนอกประเทศ
สำหรับการควบคุมคุณภาพของพอร์ตสินเชื่อธนาคารยังคงติดตามอย่างใกล้ชิดในภาวะเศรษฐกิจที่ยังมีความไม่แน่นอน และมีแนวโน้มที่ความเสี่ยงจะเพิ่มขึ้น แต่ธนาคารก็มีการตั้งสำรองฯรองรีบความเสี่ยงไว้แล้ว และควบคุมสัดส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของธนาคารให้เป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้
ขณะเดียวกันธนาคารจะมุ่งการเพิ่มรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะการพัฒนาบริการด้านธุรกิจ Wealth กองทุนรวม ซึ่งในระยะถัดไปรายได้จากธุรกิจดังกล่าวจะเติบโตได้ดีต่อเนื่องเช่นกัน โดยเป็นไปตามความต้องการของลูกค้าที่ต้องการออมเงิน และลงทุน เพื่อสร้างผลตอบแทนให้มากขึ้น
นางสาวขัตติยา กล่าวอีกว่า ภาพของอุตสาหกรรมธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยปัจจุบันได้เปลี่ยนแปลงไปในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา จากการที่เศรษฐกิจในประเทศมีการเปลี่ยนแปลง จากพฤติกรรมและการใช้ชีวิตของคนที่เปลี่ยนแปลงไป ประกอบกับการที่มีเทคโยโลยีใหม่ๆ เข้ามามีบทบาทต่อการดำเนินชีวิตมากขึ้น ทำให้สามารถใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้น และเข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างกว้างขวาง
จากปัจจัยดังกล่าวทำให้ธนาคารต้องปรับการทำงาน ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการพัฒนางานด้านการให้บริการทางการเงินแก่ลูกค้า การพัฒนาผลิตภัณฑ์ และการทำงานในองค์กร ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนไปตามการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและเทคโนโลยีที่เกิดขึ้น เพื่อทำให้ธนาคารสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างเติบโตและมีความยั่งยืน
สำหรับธนาคารกสิกรไทยยังคงเดินหน้าในการพัฒนาการบริการอย่างต่อเนื่อง เพื่อทำให้บริการทางการเงินมีความหลากหลาย ตอบโจทย์การให้บริการของลูกค้าในหลายระดับอย่างกว้างขวาง และทำให้ลูกค้าสามารถเข้าถึงบริการทางการเงินด้วยต้นทุนที่ถูกลง และสามารถทำธุรกรรมได้อย่างรวดเร็วขึ้น ประกอบกับการพัฒนาประสิทธ์ภาพของบุคคลากรในองค์กร ยังมีการนำเทคโนโลยีมาช่วยในการเสริมประสิทธิภาพของพนักงานในองค์กร ให้สามารถพัฒนางานบริการต่างๆให้ลูกค้าพึงพอใจ และสร้างการเติบโตให้กับองค์กรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง