HILITE: BTS พุ่งกว่า 5% ตอบรับคมนาคมจ่อเริ่มเจรจาซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้า 1 พ.ค.ด้วยงบ 2 แสนลบ.

ข่าวหุ้น-การเงิน Wednesday April 22, 2026 10:38 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

เมื่อเวลา 10.10 น.

BTS บวก 5.77% มาที่ 2.20 บาท เพิ่มขึ้น 0.12 บาท มูลค่าซื้อชาย 82.37 ล้านบาท

BEM บวก 1.85% มาที่ 5.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.10 บาท มูลค่าซื้อชาย 31.27 ล้านบาท

รายงานข่าวเช้านี้ระบุว่า นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมตรีและรมว.คมนาคม ได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนเกี่ยวกับนโยบายค่าโดยสารราคาคงที่ 40 บาท โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้

i) กระทรวงจะเริ่มเจรจากับ BEM และ BTS เกี่ยวกับการซื้อคืนสัมปทานตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2569 ด้วยงบประมาณการซื้อคืน 2 แสนล้านบาท การซื้อคืนสัมปทานจะครอบคลุมสายสีเขียว สีเหลืองและสีชมพู ซึ่งดำเนินงานโดย BTS และสายสีน้ำเงินโดย BEM

ii) แหล่งเงินทุนสำหรับการซื้อคืนสัมปทานยังไม่ได้ข้อสรุปว่าจะใช้การจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานหรือเป็นการจัดหาเงินทุนผ่านตัวผู้ประกอบการ

iii) จะมีการรวมระบบรางทั้งหมดเข้าด้วยกันภายใต้โครงสร้าง "เจ้าของรายเดียว" โดยหน่วยงานที่เหมาะสมสำหรับการบริหารจัดการในภาพรวมนี้คือรัฐวิสาหกิจอย่าง การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ส่งผลให้ รฟม. สามารถกำหนดราคาค่าโดยสารได้ โดยมีสองทางเลือกในการกำหนดราคา ได้แก่ ค่าโดยสารราคาคงที่ 40 บาทตลอดสายในทุกเส้นทางขนส่งมวลชน หรือการแบ่งโซน (ตามเวลาหรือตามพื้นที่) ทั้งนี้ กำหนดการเริ่มใช้นโยบายค่าโดยสารราคาคงที่นี้คือวันที่ 1 มกราคม 2570 การลดวงเงินในการรับซื้อคืนจะทำให้ดีลการซื้อคืนมีความซับซ้อนมากขึ้น

บล.กรุงศรี ระบุว่า ไม่รู้สึกตื่นเต้นกับประเด็นข่าวในครั้งนี้เนื่องจากเหตุผลหลายประการ

- หากเกิดการซื้อคืนสัมปทานขึ้นจริง เงินทุนที่กระทรวงจะจ่ายสำหรับการซื้อคืนคือ 2 แสนล้านบาท ซึ่งลดลงอย่างมากจากจำนวนที่เคยกล่าวถึงในปีที่แล้วที่ 5 แสนล้านบาท เรายังไม่มีข้อมูลว่ารัฐบาลต้องการปรับวงเงินซื้อสัมปทานคืนลดลงในรถไฟฟ้าสายไหน หาก BEM หรือ BTS ไม่ได้รับค่าชดเชยที่เพียงพอเมื่อเทียบกับเงินลงทุนจริงรวมถึงค่าเสียโอกาส สิ่งนี้จะยิ่งทำให้การเจรจาซื้อคืนยากลำบากขึ้น

- จากการสนทนากับผู้บริหารระดับสูงของ BEM การซื้อคืนสัมปทานไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับ BEM การขายสัมปทานคืนให้ หมายถึงการที่บริษัทต้องละทิ้งสินทรัพย์ที่สร้างกำไรทั้งสายสีน้ำเงินและสายสีส้ม โดยบริษัทเชื่อว่ากระทรวงสามารถดำเนินนโยบายค่าโดยสารราคาถูก 40 บาทได้ ในทางกลับกัน ทางเลือกที่ดีที่สุดสาหรับ BTS ดูเหมือนจะเป็นการขายคืนสัมปทาน เนื่องจากหมายถึงเส้นทางที่มีผลดำเนินงานขาดทุน ซึ่งรวมถึงสายสีเหลืองและสีชมพู จะถูกถอดออกจากงบกำไรขาดทุนของ BTS เนื่องจากผลประโยชน์ระหว่าง BEM และ BTS แตกต่างกัน สิ่งนี้จะยิ่งทำให้การเจรจายากขึ้นไปอีก

อย่างไรก็ตาม เราสรุปว่าสำหรับการซื้อคืนสัมปทาน BTS จะได้รับประโยชน์จากนโยบายนี้มากกว่า เนื่องจากเราคาดว่าสายสีชมพูและสีเหลืองจะบันทึกผลขาดทุนมากถึง 1.6 พันล้านบาทในปีนี้ และการขายสินทรัพย์เหล่านี้ออกไปจะทำให้ BTS กลับมามีกำไรอีกครั้ง ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกระตุ้นให้เกิดการกลับตัวของราคาหุ้นที่ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงในปีนี้

ส่วน BEM จะไม่ได้เสียประโยชน์จากนโยบายนี้ เนื่องจากดูเหมือนว่าบริษัทจะยอมสละสายสีน้ำเงินและสีส้มที่มีกำไร แต่กระบวนการตกลงมูลค่าของสายสีน้ำเงินอาจต้องใช้เวลา

เนื่องจากนโยบายในการลดค่าโดยสารที่ยังไม่มีความแน่นอน เรายังคงอ้างอิงตามการดำเนินงานในปัจจุบัน เราคาดว่า BEM จะรายงานกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 3.9 พันล้านบาท (+3.4% yoy) ในปี 69 ในขณะที่ BTS คาดว่าจะยังคงขาดทุน โดยถูกฉุดจากเส้นทางขาดทุนสองสายคือสีชมพูและสีเหลือง รวมถึงส่วนแบ่งผลขาดทุนจากอาคารแห่งใหม่ใกล้สถานีหมอชิต

แนะนำ "ซื้อ" ทั้ง BEM และ BTS จากมูลค่าหุ้นที่ถูกมาก หากอิงตามสถานการณ์ปัจจุบัน เราชอบ BEM (ราคาเป้าหมาย 8.2 บาท) มากกว่า BTS (ราคาเป้าหมาย 4 บาท) ความชอบของเราอยู่ที่กำไรที่แข็งแกร่งของ BEM เมื่อเทียบกับ BTS


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ