SCGD ทุ่ม 1.6 พันล้านยกเครื่อง Automation ขยายเวียดนาม-คุมฐานไทยสู้ศึกต้นทุนพลังงานโลก

ข่าวหุ้น-การเงิน Tuesday April 28, 2026 08:52 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

บมจ.เอสซีจี เดคคอร์ [SCGD] แจ้งว่า จากสถานการณ์จากสภาวะความผันผวนของราคาเชื้อเพลิงที่ส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงานไปทั่วโลก คณะกรรมการบริษัทจึงอนุมัติการลงทุน 2 โครงการของบริษัทย่อยของ SCGD ซึ่งสอดคล้องกับกลยุทธ์การบริหารฐานการผลิตในระดับภูมิภาคแบบองค์รวม (Regional Optimization) ที่จะทำให้ธุรกิจในเวียดนามของ SCGD เติบโตได้ต่อเนื่อง ในขณะที่ธุรกิจในประเทศไทยยังคงรักษาความเป็นผู้นำตลาดได้อย่างยั่งยืน

1. โครงการปรับปรุงเทคโนโลยีและเครื่องจักรพร้อมระบบ Automation เพื่อขยายกำลังการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลน (Glazed Porcelain) ของบริษัท PRIME Pho Yen Joint Stock Company (Pho Yen) ประเทศเวียดนาม Pho Yen เป็นบริษัทในเครือของ PRIME Group Joint Stock Company (PRIME) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ SCGD ถือหุ้นทั้งหมด จะลงทุนปรับเปลี่ยนสายการผลิตจากกระเบื้องเซรามิกขนาด 6 ล้านตารางเมตรต่อปี เป็นสายการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนขนาด 6.6 ล้านตารางเมตรต่อปีที่โรงงาน Pho Yen ทางตอนเหนือของประเทศเวียดนาม ภายใต้งบลงทุนรวมประมาณ 660 ล้านบาท โดย PRIME จะพิจารณาใช้แหล่งเงินทุนภายใน PRIME และมีกำหนดแล้วเสร็จภายในไตรมาส 2/70

โครงการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับความต้องการกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนที่เพิ่มขึ้นในตลาดประเทศเวียดนามและเพิ่มโอกาสในการขยายตลาดส่งออกไปยังภูมิภาคต่าง ๆ รวมถึงในอาเซียน โดยอาศัยศักยภาพด้านต้นทุนการผลิตที่สามารถแข่งขันได้

2. โครงการรวมศูนย์สายการผลิตกระเบื้องเซรามิกและเกลซพอร์ซเลนและลงทุนติดตั้งสายการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนใหม่พร้อมระบบ Automation ในประเทศไทย โดย บมจ.เอสซีจี เซรามิกส์ (SCGCE) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่ SCGD ถือหุ้นร้อยละ 99 ภายใต้งบลงทุนรวมประมาณ 957 ล้านบาท โดย SCGCE จะพิจารณาใช้แหล่งเงินทุนภายใน SCGD และมีกำหนดแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3/70

โครงการรวมศูนย์สายการผลิตดังกล่าวเป็นการย้ายสายการผลิตจากหลายโรงงานของ SCGCE มารวมอยู่ในพื้นที่โรงงานเดียวกันเพื่อสามารถเดินกำลังการผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกิดการลดต้นทุนการผลิตต่อหน่วย การลดค่าใช้จ่ายในการผลิตและการบริหาร พร้อมยกระดับผลิตภาพในการผลิต(Productivity) อีกทั้งยังสามารถผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนที่มีมูลค่าเพิ่มสูง (High Value-Added Products) มีความหลากหลายและมีขนาดใหญ่มากเพิ่มขึ้น จากการยกระดับเทคโนโลยีการผลิต เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาดได้อย่างครอบคลุม ส่งผลให้ SCGCE มีความสามารถในการทำกำไรที่แข็งแกร่งและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับสินค้าน เข้าจากต่างประเทศได้ดียิ่งขึ้น

ทั้งนี้ ภายหลังการดำเนินโครงการนี้ SCGCE จะมีกำลังการผลิตกระเบื้องเซรามิกและเกลซพอร์ซเลนรวม 44.5 ล้านตารางเมตรต่อปี ซึ่งเป็นระดับกำลังการผลิตที่รองรับความต้องการของตลาดได้อย่างเหมาะสม ทำให้บริษัทยังคงรักษาความเป็นผู้น ตลาดและส่วนแบ่งการตลาดในประเทศไทยได้อย่างต่อเนื่องจากการรวมศูนย์การผลิตดังกล่าว SCGCE คาดว่าจะรับรู้ ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องรวมประมาณ 679 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เกิดในช่วงปลายไตรมาส 2/69 ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายครั้งเดียว (One-time expense) และส่วนใหญ่เป็นรายการที่ไม่ใช่เงินสด (Non-cash transaction)


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ