บมจ.เสนาดีเวลลอปเม้นท์ [SENA] พลิกโมเดลอสังหาฯ สู่ "ผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานชีวิต" เปิดยุทธศาสตร์ใหม่มุ่งสู่การเป็น "Green Lifestyle Platform" อย่างเต็มตัวผ่านแนวคิด "The One Platform" ที่เชื่อมโยง 3 แกนธุรกิจสำคัญ คือ ที่อยู่อาศัย พลังงานโซลาร์ และยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เข้าด้วยกัน เพื่อช่วยผู้บริโภคควบคุมต้นทุนชีวิตในยุคพลังงานแพงและดอกเบี้ยผันผวน
นางเกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ SENA กล่าวว่า บริษัทพัฒนา Ecosystem ในรูปแบบ "The One Platform" สำหรับลูกบ้าน SENA ที่สามารถเชื่อม บ้าน รถ EV โซลาร์ และโซลูชันทางการเงินเข้าไว้ในระบบเดียว โดยมี "เงินสดใจดี" เป็นกลไกด้านการเงิน และ "SenX" เป็นจิ๊กซอสำคัญในการเชื่อมบริการ การอยู่อาศัย และการบริหารพลังงานเข้าด้วยกัน ทำให้ลูกบ้านสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายรายเดือน และบริหารต้นทุนพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว พร้อมขยายสู่ลูกค้าทั่วไปที่สามารถเข้าถึงโซลูชันแม้ไม่ได้เป็นลูกบ้าน SENA
"วันนี้พลังงานไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นต้นทุนหลักของการใช้ชีวิต ทั้งค่าไฟที่ปรับตัวสูงขึ้น ค่าน้ำมันที่ผันผวน ขณะที่หลายคนยังรู้สึกว่า EV เข้าถึงยาก และโซลาร์เป็นเรื่องยุ่งยาก จริง ๆ แล้วปัญหาไม่ใช่แค่เรื่อง "รถ" หรือ "พลังงาน" แต่คือ "ระบบชีวิตที่ยังไม่เชื่อมกัน" SENA Green Auto จึงไม่ได้เป็นแค่ดีลเลอร์ แต่เป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมรถ พลังงาน และการเงินเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้ลูกค้าสามารถใช้ไฟจาก Solar ชาร์จรถ EV ได้เอง ลดค่าไฟและค่าน้ำมันในระยะยาว" นางเกษรา กล่าว
3 แกนธุรกิจ ขับเคลื่อน SENA Ecosystem เชื่อม "การอยู่อาศัย พลังงาน และการเดินทาง" เข้าด้วยกันอย่างครบวงจร ได้แก่
1. ธุรกิจที่อยู่อาศัย มุ่งพัฒนาโครงการในกลุ่ม Affordable โดยเฉพาะกลุ่มที่มีข้อจำกัดด้านรายได้และสินเชื่อ พร้อมออกแบบโซลูชันลดอุปสรรคการมีบ้านผ่านทางเลือกหลากหลาย ควบคู่กับ "เงินสดใจดี" ช่วยวางแผนทางการเงินเพิ่มโอกาสเป็นเจ้าของบ้านได้จริง และช่วงไตรมาส 2 นี้ จะเปิดตัว โซลูชัน "รถแลกบ้าน"
2. ธุรกิจพลังงานโซลาร์ "SENA Solar Energy" ให้บริการครอบคลุมทั้งลูกค้าองค์กร (B2B) และรายย่อย (B2C) ด้วยโซลูชัน Solar + Battery + EV-Ready ที่ช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถผลิตและใช้ไฟฟ้าได้เอง ลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานในระยะยาว พร้อมรองรับความผันผวนของต้นทุนพลังงานในอนาคต
3. ธุรกิจยานยนต์ไฟฟ้า "SENA Green Automotive" SENA Green Auto ทำหน้าที่เป็น EV Platform แบบ Multi-brand และผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้า โดยคัดสรรรุ่นที่ตอบโจทย์แต่ละกลุ่มลูกค้าอย่างเหมาะสม ปัจจุบันมี 3 แบรนด์หลัก ได้แก่ OMODA & JAECOO, LEAPMOTOR และ DEEPAL
นางเกษรา กล่าวว่า ยอดขายของ SENA ในไตรมาส 1/69 ยังเป็นบวก แต่ยอมรับว่ายอดโอนเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกและกำลังซื้อที่ชะลอ โดยยังคงเห็นอัตราการปฏิเสธสินเชื่อที่ยังสูง
อย่างไรก็ตาม บริษัทให้ความสำคัญกับการโอนและการรักษาลูกค้าในระบบมากกว่ายอดขาย โดยใช้โมเดล LivNex และ RentNex ช่วยลูกค้าที่กู้ไม่ผ่านให้ยังสามารถอยู่อาศัยและสร้างประวัติเครดิตได้ ซึ่งปัจจุบันมีโครงการในกลุ่มโซลูชันดังกล่าวราว 2,000-3,000 ยูนิต และอยู่ระหว่างพัฒนาเงื่อนไขเพื่อให้ลูกค้า RentNex สามารถต่อยอดสู่การซื้อบ้านใหม่ในเครือ SENA ได้
ปัจจุบัน บริษัทมียอดขายรอโอน (Backlog) ราว 7 พันล้านบาทจะทยอยโอนได้ทั้งหมดในปีนี้ และยังคงเป้าหมายยอดขายปีนี้ที่ 1.4 หมื่นล้านบาท แต่มองในระยะข้างหน้าคาดว่าครึ่งปีหลังจะดีกว่าครึ่งปีแรก หลังครึ่งปีแรกเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจชะลอ ต้นทุนพลังงานสูง และค่าครองชีพที่กระทบกำลังซื้อ แต่ก็ยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
สำหรับสัดส่วนรายได้ของ SENA แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ การขายที่อยู่อาศัย 87% ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับรายได้ประจำ (Recurring income) 10% และธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Green Energy 3% ซึ่งภาพธุรกิจของ SENA ยังคงมาจากการขายที่อยู่อาศัยเป็นหลัก
ขณะที่ธุรกิจดีลเลอร์รถยนต์ EV ภายใต้ SENA Green Auto เป็นแพลตฟอร์ม Multi-brand พร้อมบริการครบวงจร และโซลูชันซื้อรถติดโซลาร์ จัดไฟแนนซ์ในที่เดียว ลดภาระค่าใช้จ่ายระยะยาว ตั้งเป้ายอดขายปี 69 ไว้ที่ 1,000 คัน ไตรมาสแรกขายไปแล้ว 150 คัน และในเร็วๆ นี้เตรียมเพิ่มโชว์รูมแบรนด์รถยนต์ EV ใหม่โดยการเป็นดีลเลอร์ให้แบรนด์ XPENG ที่ตั้งโชว์รูมอยู่ที่คลองหลวง ซึ่งเป็นการขยายฐานลูกค้าไปในระดับที่พรีเมียมขึ้น
"Mission ของเสนายังคงมุ่งมั่น ที่มองลูกค้าเป็นจุดศูนย์กลาง และ ยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับลูกค้า ที่เริ่มจากที่อยู่อาศัย และใช้ความชำนาญ สร้างความสามารถในการแข่งขัน และแตกไลน์ธุรกิจที่เกี่ยวข้อง การทำธุรกิจปัจจุบัน นอกจากเพื่อกำไรแล้ว ดูแลสังคม และ สิ่งแวดล้อม ต้องไปด้วยกันได้" นางเกษรา กล่าว