ฝ่ายวิเคราะห์ บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) (CGSI) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า สินเชื่อที่มีแนวโน้มเติบโตชะลอตัวในปี 69-71และอัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ธนาคารไทยหันมาเพิ่มรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจบริหารความมั่งคั่งหรือ Wealth management ซึ่งไม่ต้องตั้งสำรองหนี้สูญเพิ่มเติม โดยรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจ Wealth ของ KBANK, KTB และ SCB เติบโตอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 66-68 ขณะที่ SCB และ KBANK เป็นธนาคารที่มีสัดส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจ Wealth ต่อรายได้จากการดำเนินงานรวมสูงที่สุดที่ 5.8% และ 5.5% ตามลำดับในปี 68 ดังนั้น กำไรสุทธิของธนาคารทั้งสองจึงมีความอ่อนไหวต่อการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมมากที่สุดในปี 69-71
ในกลุ่มธนาคารอาเซียน พบว่า DBS มีสัดส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจ Wealth ต่อรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยสูงที่สุดที่ 57.5% ในปี 68 และรายได้จากธุรกิจนี้ยังเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 14.3% CAGR ในปี 60-68 ขณะเดียวกัน ธนาคารขนาดใหญ่สี่แห่งของไทยมีรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจ Wealth คิดเป็นเพียง 13-19% ของรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยในปี 68 ทั้งนี้ธุรกิจ Wealth management ใช้เงินทุนต่ำและไม่ต้องตั้งสำรองสูง
ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ระบุว่า จากการข้อมูลยอดเงินฝากของสถาบันการเงิน ตามรายงานของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ซึ่งฝ่ายวิเคราะห์ฯประเมินว่า มีลูกค้า Wealth จำนวน 517,674 ราย และสินทรัพย์ที่สามารถลงทุนได้ในเงินฝากประเภทออมทรัพย์และเงินฝากประจำมีมูลค่ารวม 1.02 ล้านล้านบาท ณ สิ้นไตรมาส 4/68 โดยกลุ่มลูกค้ารายได้สูงหรือ Mass affluent ที่มียอดเงินฝากตั้งแต่ 1-10 ล้านบาทมีสัดส่วน 34.4% ของมูลค่าสินทรัพย์ที่สามารถลงทุนได้
ส่วนลูกค้า High-net worth ที่มียอดเงินฝากตั้งแต่ 100 ล้านบาทขึ้นไปมีสัดส่วน 36.5% ของมูลค่าสินทรัพย์ที่สามารถลงทุนได้ ขณะเดียวกันมองว่า BBL และ KTB มีศักยภาพที่จะขยายธุรกิจ Wealth มากที่สุด แต่ธนาคารจำเป็นต้องมีการบูรณาการธุรกิจ Wealth เข้ากับกลยุทธ์หลัก รวมทั้งทำการปรับปรุงผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้และเพิ่มขีด ความสามารถของทีมผู้จัดการความสัมพันธ์ (RM)
ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI เชื่อว่า KBANK และ SCB อยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบมากที่สุดสำหรับการให้บริการ Wealth เพราะมีพร้อมทั้งแพลตฟอร์มดิจิทัล, การแบ่งกลุ่มลูกค้า (customer segmentation) และการทำการตลาดแบบ hyper-personalisation ด้วยการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงสำหรับลูกค้า Mass affluent นอกจากนี้ ธนาคารทั้งสองแห่งยังมีบริการ Private banking ซึ่งมีทีม RM เพื่อให้บริการแก่ลูกค้า Ultra-high-net worth โดยข้อได้เปรียบเหล่านี้ สะท้อนให้เห็นผ่านทางเป้าอัตราการเติบโตของรายได้ค่าธรรมเนียมของ KBANK และ SCB ที่ 5-9% yoy ซึ่งสูงกว่าเป้าของ BBL และ KTB ที่ 2-4% ในปี 69
อย่างไรก็ตามยังแนะนำให้คงน้ำหนักการลงทุน (Neutral) กลุ่มธนาคารพาณิชย์ของไทย เพราะกลุ่มธนาคารน่าจะมีสินเชื่อเติบโตชะลอตัวในปี 69-71 แต่ยังคงมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงที่ประมาณ 6.5% ในปี 69 ขณะที่กลุ่มธนาคารจะมี downside risk หากคุณภาพสินทรัพย์ลดลง และธปท.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มเติม ส่วน upside risk จะมาจากการลดต้นทุน, การเติบโตที่แข็งแกร่งของรายได้ค่าธรรมเนียมจากธุรกิจ Wealth และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลใหม่