นายไชยฤทธิ์ อนุชิตวรวงศ์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ [BBL] กล่าวว่า ธนาคารยังคงเป้าหมายเดิมที่ตั้งไว้ ยังไม่ปรับเปลี่ยนในขณะนี้แม้จะมีปัจจัยกดดันเศรษฐกิจจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง โดยในครึ่งปีหลังจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพราะเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และแรงกดดันจากความยืดเยื้อ ไม่แน่นอนว่าจะสิ้นสุดลงได้อย่างเป็นรูปธรรมหรือไม่
แนวโน้มของธุรกิจธนาคารในช่วงที่เหลือของปี 69 คาดว่าจะเผชิญความท้าทายมากขึ้น จากต้นทุนที่สูงขึ้น ความผันผวนของดอกเบี้ย และภารกิจสำคัญในการประคองลูกค้าให้ผ่านช่วงเศรษฐกิจเปราะบางไปให้ได้ แต่ในส่วนของสินเชื่อธนาคารคงเป้าเติบโตตามแผนเดิมที่ 2-3% เน้นไปที่สินเชื่อรายใหญ่และสินเชื่อระหว่างประเทศ
ขณะที่คุณภาพพอร์ตสินเชื่อนั้นง NPL ยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ราว 3.1% และยังอยู่ในกรอบเป้าหมายของธนาคาร ไม่ได้น่ากังวลต่อคุณภาพลูกค้าในพอร์ต ธนาคารยังเดินหน้าปรับโครงสร้างหนี้และช่วยเหลือลูกค้าตามระดับความรุนแรงของปัญหาเพื่อป้องกันไม่ให้กลายเป็นปัญหาเชิงระบบในระยะยาว
"ธนาคารจะให้ความช่วยเหลือตามความเหมาะสมเพื่อให้ลูกค้าก้าวข้ามผ่านช่วงความผันผวนและความเสี่ยงจากความไม่แน่นอนไปให้ได้ แม้ว่าการช่วยเหลือลูกค้า อาจจะกดดันส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ของธนาคารลดลงมาบ้าง แต่ผลกระทบน่าจะไม่มาก และสามารถทำให้ NIM เป็นไปตามที่ธนาคารคาดยว้ 2.4-2.5%"นายไชยฤทธิ์ กล่าวด้านการตั้งสำรองฯ ของธนาคารถือว่าเป็นเรื่องของวินัยทางการเงิน และจำเป็นต้องเตรียมพร้อมรับความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา โดยธนาคารคาดว่าในระยะข้างหน้าจะมีการตั้งสำรองมากขึ้น ซึ่งในช่วงที่ที่ธนาคารมีกำไรก็ต้องกันไว้ตั้งสำรองฯ ก่อน เพื่อรองรับทั้งความเสี่ยงและความไม่แน่นอนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
ส่วนธุรกิจต่างประเทศของธนาคาร โดยเฉพาะในอินโดนีเซียยังมีทั้งโอกาสและความเสี่ยง แม้ค่าเงินยังอ่อนค่า และมีแรงกดดันจากเงินเฟ้อ แต่ประเทศที่มีทรัพยากรธรรมชาติค่อนข้างมากและเป็นผู้ผลิตน้ำมันยังมีโอกาสได้อานิสงส์จากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น ก็ทำให้ยังมีโอกาสในระยะข้างหน้าและระยะยาวได้
ขณะที่การกำกับดูแลค่าธรรมเนียมของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะมีการบังคับอัตราค่าธรรมเนียมใหม่ราว 15 รายการ มีประเด็นสำคัญ คือ การหารือร่วมกับ ธปท. มีความตั้งใจที่จะปรับปรุงเรื่องค่าธรรมเนียม โดยมีการพูดคุยหารือกันระหว่างธนาคาร และสมาคมธนาคารไทยอย่างมีเหตุผล ไม่ใช่การบังคับฝ่ายเดียว ซึ่งการปรับลดค่าธรรมเนียมในครั้งนี้จะเน้นไปที่กลุ่มเอสเอ็มอีเป็นหลัก เพื่อช่วยลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ
"การปรับตัวของธนาคารพาณิชย์จะตระหนักดีว่าต้องทำให้องค์กรลีนขึ้น และต้องหาช่องทางรายได้จากค่าธรรมเนียมใหม่ๆ โดยเฉพาะการออกผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้ามากขึ้น" นายไชยฤทธิ์ กล่าวส่วนทิศทางดอกเบี้ยในปีนี้มองว่ามีโอกาสจะเห็นการปรับลดอัตราดอกเบี้ยต่อเนื่อง แต่สถานการณ์ล่าสุดทำให้มุมมองเปลี่ยนไปอย่างมาก ซึ่งก่อนเกิดสงครามหลายฝ่ายประเมินว่าธนาคารกลางในหลายประเทศอาจทยอยลดดอกเบี้ยนโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เมื่อแรงกดดันเงินเฟ้อกลับมารุนแรงขึ้นจากปัจจัยสงคราม และราคาพลังงานที่สูงขึ้น ทำให้บางประเทศเริ่มพิจารณาคงดอกเบี้ย หรือแม้แต่ปรับขึ้นดอกเบี้ยเพิ่มเติม ทำให้ดอกเบี้ยแม้ว่าจะลดลงมา แต่อาจไม่ลดเร็วอย่างช่วงก่อนหน้าเกิดสงคราม