นายณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ CFP, Head of Wealth Advisory ธนาคารทิสโก้ เปิดเผยว่าธนาคารแนะนำให้ลูกค้าลงทุนในหุ้นกลุ่ม "เฮลธ์แคร์" มาตั้งแต่ต้นปี 2569 เพราะมองว่าเป็นกลุ่มหุ้นปลอดภัยที่ยังโตได้แม้เศรษฐกิจซบเซา รวมทั้งราคาหุ้นมีโอกาสก้าวกระโดดเร็วขึ้นเพราะมี AI เข้ามาช่วยกระบวนการค้นคว้ายาใหม่ให้ประสบความสำเร็จสูงกว่าในอดีต ซึ่งทั้งหมดเป็นไปตามคาดหมาย เพราะตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันราคาหุ้นเฮลธ์แคร์สร้างผลตอบแทนโดดเด่นโดยเฉพาะในช่วงวิกฤตสงครามสหรัฐฯ อิหร่าน หุ้นกลุ่มเฮลธ์แคร์โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีชีวภาพ หรือไบโอเทค ปรับตัวเพิ่มขึ้นแรงกว่าสินทรัพย์ปลอดภัยอย่าง "ทองคำ" พิสูจน์ว่า "นวัตกรรมการแพทย์" กำลังถูกยกระดับเป็นสินทรัพย์ทำกำไรที่แข็งแกร่งในภาวะวิกฤต
"จากข้อมูลช่วงตั้งแต่ วันที่เกิดเหตุการณ์โจมตีสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน คือตั้งแต่ 28 กุมภาพันธ์ 2569 ถึง 27 เมษายน 2569 การลงทุนในหุ้นกลุ่มไบโอเทคให้ผลตอบแทน 8% ในขณะที่ ทองคำ ให้ผลตอบแทนติดลบ 13% และ หุ้นโลก ให้ผลตอบแทนเพียง 2.4% ยิ่งไปกว่านั้นหากเปรียบผลตอบแทนย้อนหลังในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา พบว่าการลงทุนในหุ้นกลุ่มไบโอเทคสร้างผลตอบแทนสูงถึง 64% ชนะทั้งทองคำที่ให้ผลตอบแทน 38.41% และหุ้นโลกที่ให้ผลตอบแทน 29.95%" นายณัฐกฤติกล่าวทั้งนี้ สาเหตุที่หุ้นกลุ่มไบโอเทคปรับตัวขึ้นแรงในช่วงที่ผ่านมาเกิดจาก 3 ปัจจัยขับเคลื่อนหลัก ได้แก่
1. ภูมิคุ้มกันสูง ปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง
ในขณะที่ธุรกิจอื่นหยุดชะงักจากค่าขนส่งหรือราคาน้ำมันที่พุ่งสูง แต่ธุรกิจไบโอเทค มีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง เพราะความต้องการยารักษาโรคคือความจำเป็นพื้นฐานที่ไม่ว่าโลกจะเกิดอะไรขึ้น คนไข้ยังต้องใช้ยา นี่คือกลุ่มธุรกิจที่มีความสัมพันธ์กับวิกฤตโลกต่ำ แต่มีความมั่นคงในเชิงรายได้สูงที่สุดกลุ่มหนึ่ง
2. ยุคทองของ M&A
ปัจจุบันเรากำลังอยู่ในช่วง "ยุคทองของ M&A" เมื่อบริษัทยารายใหญ่ (Big Pharma) ที่กำลังเผชิญภาวะหน้าผาสิทธิบัตร (Patent Cliff) เร่งทุ่มงบมหาศาลเพื่อเข้าซื้อบริษัท ไบโอเทค ขนาดกลางและเล็กที่มีนวัตกรรมล้ำสมัย เพื่อชิงสิทธิบัตรยาตัวใหม่ ซึ่งดีลเหล่านี้มักเกิดในราคาที่สูงกว่าราคาตลาด (Premium) ดันให้ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วภายในชั่วข้ามคืน
3. FDA เร่งอนุมัติยา
กฎระเบียบที่เคยยุ่งยากในการอนุมัติยาจากองค์การอาหารและยาสหรัฐอเมริกา (FDA) กำลังเปลี่ยนไป ด้วยโปรแกรม Accelerated Approval และ Priority Review Vouchers (PRV) ทำให้ยาตัวใหม่ได้รับการอนุมัติและเข้าสู่ตลาดได้เร็วขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ลดความเสี่ยงด้านเวลาและทำให้บริษัทรับรู้รายได้ไวขึ้น ในขณะเดียวกันยังเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่จูงใจให้บริษัทยาขนาดใหญ่เร่งเข้าซื้อกิจการ
นอกเหนือจาก หุ้นกลุ่มไบโอเทค อีกกลุ่มที่โดดเด่นและน่าจับตามองคือ Healthcare Equipment & Supplies (MedTech) หรือหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์เฉพาะทาง เช่น หุ่นยนต์ผ่าตัดหลอดเลือด หรือ AI คัดกรองมะเร็งความแม่นยำสูง ซึ่งกำลังกลายเป็นเป้าหมายสำคัญในกระแส M&A ของบริษัทขนาดใหญ่ที่ต้องการ "ทางลัด" ในการเติมพอร์ตนวัตกรรมและขยายฐานรายได้
เพราะในปีนี้ธุรกิจ MedTech ได้ยกระดับโมเดลธุรกิจจากเพียง "ผู้ผลิตเครื่องมือ" สู่การเป็น "Software-as-a-Medical-Device" (SaMD) อย่างเต็มตัว โดยเปลี่ยนจากการขายขาดมาเป็นการเก็บค่าบริการ Subscription รายปีผ่านการอัปเดต AI และซอฟต์แวร์วิเคราะห์ข้อมูลขั้นสูง โมเดลรายได้แบบ Recurring Revenue นี้ไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มอัตรากำไร (Margin) ให้สูงขึ้นและสม่ำเสมอ แต่ยังสร้างความได้เปรียบเชิงโครงสร้างที่ดึงดูดให้เกิดการควบรวมกิจการจากบริษัท Biopharma ขนาดใหญ่ เพื่อปิดช่องว่างทางการเติบโตและสร้าง New S-Curve ในระยะยาว