นายพงษ์พันธุ์ อมรวิวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ไทยออยล์ [TOP] เปิดเผยว่า สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมพลังงานและเศรษฐกิจโลก ซึ่งกระทบต่อผลประกอบการของทุก ๆ อุตสาหกรรม จากต้นทุนที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยในไตรมาส 1/69 บริษัทมีกำไรสุทธิ 19,481 ล้านบาท การปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลก อย่างไรก็ตามต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้น ทั้งค่าพรีเมียมน้ำมันดิบ ค่าระวางขนส่ง จะทยอยสะท้อนในผลการดำเนินงานตั้งแต่ไตรมาส 2/69 ถึงครึ่งปีหลังของปี 69 ตามรอบของการจัดหาน้ำมันดิบ
นอกจากนี้ผลการดำเนินงานในช่วงที่เหลือของปียังมีความไม่แน่นอน จากทั้งจากมาตรการภาครัฐ ทิศทางราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก และอุปสงค์และอุปทานของน้ำมันสำเร็จรูป หากราคาน้ำมันมีการปรับลดลงอย่างรวดเร็วหลังสถานการณ์คลี่คลาย จะส่งผลกระทบให้กลุ่มไทยออยล์เกิดผลขาดทุนและกระทบต่อสภาพคล่อง โดยค่าการกลั่นรวมกำไรจากสต๊อกน้ำมันในไตรมาส 1/69 อยู่ที่ 7.6 บาทต่อลิตร ขณะที่ประมาณการในไตรมาส 2/69 อยู่ที่ 2.6 บาทต่อลิตร และค่อยๆทยอยลดลงโดยในไตรมาส 3/69 คาดติดลบ 2.3 บาทต่อลิตร ในไตรมาส 4/69 คาด 0.0 บาทต่อลิตร และเฉลี่ยทั้งปีคาดอยู่ที่ 2.0 บาทต่อลิตร
ทั้งนี้ตลาดคาดการณ์ว่าสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางจะคลี่คลายลงในไตรมาส 2/69 ซึ่งจะส่งผลให้ราคาน้ำมันจะทยอยปรับตัวลดลง แต่จะไม่กลับมาที่ระดับก่อนเกิดสงคราม ทำให้กำไรที่สะท้อนออกมาในไตรมาส 1/69 อาจไม่ได้ยั่งยืน ซึ่งจะมีผลกระทบจาก Stock Loss อย่างไรก็ตามยังต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เนื่องจากยังมีความผันผวน
"ช่วงที่มีความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย-ยูเครน มีเหตุการณ์คล้าย ๆ อย่างนี้ คือกำไรสูงช่วงต้น แต่ถ้ามองระยะยาวกำไรไม่ได้สูงอย่างที่คิด เพราะช่วงขาลงโรงกลั่นจะประสบปัญหาทั้ง Stock loss และต้นทุนสูง"จากสถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง เบื้องต้นบริษัทเตรียมแผนทางการเงินรองรับไว้แล้วภายใต้กรณีที่สถานการณ์เลวร้ายที่สุด โดยมีการจัดหาแหล่งเงินทุนเพิ่มผ่านสถาบันการเงิน จากที่ช่วงต้นปีบริษัทได้ออกเสนอขายหุ้นกู้ ซึ่งปัจจุบันยังเชื่อว่าบริษัทมีกระแสเงินสดเพียงพอรอรับความผันผวนที่จะเกิดขึ้น
สำหรับผลกระทบจากการปรับลดราคาน้ำมันดีเซลหน้าโรงกลั่นลง 2-5 บาทต่อลิตร ซึ่งส่งต่อกระแสเงินสดลดลง 2,800 ล้านบาท โดยบริษัทมองว่ามาตรการดังกล่าวเป็นมาตรการระยะสั้น และในอนาคตหากสถานการณ์ยังยืดเยื้อต่อไปราคาควรกลับมาเป็นตามกลไกตลาด และบริษัทเชื่อว่าสถานการณ์จะคลี่คลายและราคาน้ำมันจะปรับตัวลดลงมา ซึ่งบริษัทได้สื่อสารประเด็นดังกล่าวกับภาครัฐอย่างต่อเนื่อง และมีโอกาสที่จะขอรับเงินส่วนนี้คืนในอนาคต
ขณะที่มาตรการควบคุมการส่งออกน้ำมันเพื่อสำรองไว้ใช้ในประเทศ ส่งผลให้ปริมาณน้ำมันสำเร็จรูปคงคลังเพิ่มขึ้น จึงต้องใช้ถังน้ำมันจากโครงการพลังงานสะอาด (CFP) อีกทั้ง ปัจจุบันบริษัทเดินเครื่องกลั่นเต็มกำลังการผลิตกว่า 110 - 113% หรือราว 300,000 บาร์เรลต่อวัน จากปกติ 275,000 บาร์เรลต่อวัน เพื่อบริหารจัดการความมั่นคงด้านพลังงาน แต่หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ต่อไปและอุปสงค์ในประเทศไม่ฟื้นตัว ก็อาจมีความจำเป็นต้องพิจารณาลดกำลังการผลิตในอนาคต
นายพงษ์พันธุ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ตั้งแต่เดือนมี.ค. บริษัทเดินเครื่องกลั่นเต็มกำลังการผลิตและจำหน่ายน้ำมันเบนซิล ดีเซล อย่างเต็มที่และโปร่งใส โดยสต็อกน้ำมันในช่วงเกิดเหตุการณ์อยู่ในระดับที่ต่ำ ยันไม่มีการกักตุนอย่างแน่นอน ซึ่งหากโรงกลั่นกักตัวปริมาณน้ำมันจะล้นและไม่มีที่เก็บ