ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุว่า ในไตรมาส 1/69
มองว่าสาเหตุที่กำไรลดลง qoq มาจากยอดโอนกรรมสิทธิ์และอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) จากการขายอสังหาฯที่ลดลง ส่วนกำไรน่าจะเติบโต yoy เพราะรายได้จากธุรกิจอสังหาฯ เพิ่มขึ้นและ SG&A ลดลง สำหรับผลประกอบการของแต่ละบริษัทนั้นเชื่อว่าจะมีทั้งที่ดีขึ้นและลดลง โดย AP, PSH, QH, SIRI และ SC น่าจะมีกำไรปกติเติบโต yoy ขณะที่ LH, LPN, SPALI และ ORI น่าจะมีกำไรปกติลดลง yoy
ฝ่ายวิเคราะห์ฯประมาณการว่า รายได้จากธุรกิจอสังหาฯจะลดลง 33.9% qoq แต่เพิ่มขึ้น 8.0% yoy เป็น 2.94
อย่างไรก็ตาม คาดว่า GPM ของบริษัทพัฒนาอสังหาฯจะอยู่ภายใต้แรงกดดันตลอดช่วงที่เหลือของปี 69 ดังนั้นจึงน่าจะมี GPM ลดลงจาก 29.4% ในปี 68 เป็น 28.6% ในปี 69 เนื่องจากผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับกระแสเงินสดมากกว่าความสามารถในการทำกำไร
ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI คาดว่ากำไรสุทธิในไตรมาส 2/69 จะเติบโต qoq และไตรมาส 4/69 น่าจะเป็นไตรมาสที่กลุ่มอสังหาฯรายงานกำไรสูงสุดในปี 69 โดยมีปัจจัยหนุนจาก backlog คอนโดมิเนียม
ทั้งนี้ในมุมมองของฝ่ายวิเคราะห์ฯบริษัทที่มี backlog สูงจะมีแนวโน้มการโอนกรรมสิทธิ์ที่ชัดเจนในปี 69 ซึ่งเมื่อประเมินจาก backlog สิ้นปี 68 แล้ว พบว่า AP, SIRI, SC, SPALI และ ORI เป็นบริษัทที่มี backlog สูง(ประกันยอดโอน 80.8%, 31%, 33.5%, 29.3% และ 43.6% ของประมาณการการในปี 69 ตามลำดับ) ซึ่ง backlog จำนวนมากเป็นคอนโดมิเนียมที่จะเริ่มโอนกรรมสิทธิ์ในปีนี้
ขณะที่ รายงานว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำลังพิจารณาจะขยายเวลามาตรการผ่อนคลาย LTV ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 30 มิ.ย. 69 ซึ่งเชื่อว่าผู้ประกอบการที่เน้นโครงการระดับกลางถึงไฮ-เอนด์ น่าจะได้ประโยชน์มากที่สุดจากการผ่อนคลาย LTV เนื่องจากจะเป็นการเพิ่มความสามารถทางการเงินของลูกค้าที่ซื้อโครงการกลุ่มนี้
ยังแนะนำให้คงน้ำหนักการลงทุน (Neutral) ในกลุ่มอสังหาฯ เนื่องจากความท้าทายด้านเศรษฐกิจมหาภาคมีผลต่อความต้องการอสังหาฯ แต่อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลในปี 69-70 ยังน่าสนใจ ปัจจุบันกลุ่มอสังหาฯซื้อขายอยู่ที่ P/E เพียง 7.7x ในปี 70 หรือ -1.12SD จากค่าเฉลี่ย 5 ปี ขณะที่เลือก AP, SPALI และ SIRI เป็นหุ้น Top pick ของกลุ่ม เพราะคาดว่ากำไรสุทธิจะกลับมาเติบโตแข็งแกร่งในปี 69 และมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงที่ 6.6-10.4% ในปี 69 นอกจากนี้ ยังชอบ SIRI และ AP
โดยกลุ่มอสังหาฯจะมี downside risk หากเศรษฐกิจมหภาคไม่แน่นอน เพราะ GDP เติบโตชะลอตัวและเงินเฟ้อสูงขึ้นจาก การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมัน ส่วน upside risk จะมาจากการขยายมาตรการ ลดค่าโอนและค่าจดจำนองบ้าน ราคาไม่เกิน 7 ล้านบาท/ยูนิต และการผ่อนคลายเกณฑ์ LTV