นายศิวพงศ์ บุญสาลี กรรมการผู้จัดการ บมจ.ศักดิ์สยามลิสซิ่ง [SAK] เปิดเผยว่า แผนงานในปีนี้บริษัทมุ่งเน้นสร้างการเติบโตเชิงคุณภาพและบริหารคุณภาพพอร์ตสินเชื่ออย่างเข้มงวด ส่งผลให้ไตรมาส 1/69 บริษัทสามารถรักษาเสถียรภาพได้อย่างมั่นคง ทำรายได้รวม 803 ล้านบาท ลดลง 2.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักมาจากพอร์ตลูกหนี้สินเชื่อของบริษัทฯ ที่ทรงตัวเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน แต่กำไรสุทธิ 229 ล้านบาท เติบโต 2.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YoY) ท่ามกลางความท้าทายจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันและปุ๋ยปรับตัวสูงขึ้นในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการประกอบอาชีพของเกษตรกรและกดดันความสามารถในการชำระหนี้
ขณะที่พอร์ตสินเชื่อ ณ ไตรมาส 1/69 อยู่ที่ 14,265 ล้านบาท จากการที่บริษัทวางแผนใช้ศักยภาพของสาขาที่มีอยู่ 1,079 แห่งในการขยายฐานลูกค้าอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการขยายสาขาอีก 35 สาขา ส่งผลให้มีสาขารวมทั้งสิ้น 1,114 สาขา ทำให้บริษัทฯ ขยายฐานลูกค้ากลุ่มเกษตรกรรายใหม่ๆ และเข้าถึงชุมชนช่วยเพิ่มโอกาสปล่อยสินเชื่ออย่างต่อเนื่อง
"ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาในทุกสภาวะเศรษฐกิจและความท้าทายหลากหลายมิติ SAK สามารถรักษามาตรฐาน NPL ให้มีเสถียรภาพอยู่ที่ระดับ 2.6% ถือว่าอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มอุตสาหกรรมไมโครไฟแนนซ์ในปัจจุบัน สะท้อนถึงการยกระดับคุณภาพพอร์ตสินเชื่อด้วยกระบวนการคัดกรองลูกหนี้ที่มีคุณภาพอย่างแม่นยำ และความสามารถในการชำระหนี้ที่แท้จริงของลูกค้า ส่งผลให้บริษัทฯ สามารถรักษาสภาพคล่องและเสถียรภาพทางการเงินได้อย่างมั่นคงในระยะยาว" นายศิวพงศ์ กล่าวสำหรับแผนธุรกิจในช่วงไตรมาส 2/69 บริษัทฯ เดินกลยุทธ์สู่การเป็นผู้นำสินเชื่อเพื่อสังคม สร้างรากฐาน สร้างงาน สร้างคน บริการดี มีมาตรฐาน ที่เคียงข้างเกษตรกรและประชาชนรากฐานในทุกสภาวการณ์ โดยวางแผนรุกขยายฐานลูกค้าใน 3 แนวทางหลัก ได้แก่ 1.การปล่อยสินเชื่อทะเบียนรถเพื่อการเกษตรรับไฮซีซันเพาะปลูก 2.การขยายสินเชื่อโซลาร์รูฟท็อป ในฤดูร้อนที่มีความต้องการใช้พลังงานสูงขึ้น และ 3.การต่อยอดความสำเร็จของสินเชื่อที่ดินที่เติบโตโดดเด่น เพื่อเจาะกลุ่มเกษตรกรและผู้ประกอบอาชีพอิสระในต่างจังหวัดให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ควบคู่กับการพัฒนาผลิตภัณฑ์สินเชื่อและบริการรูปแบบใหม่ ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้อย่างครบวงจร (Total Financial Solution)
ขณะที่ภาพรวมธุรกิจสินเชื่อในไตรมาส 2/69 คาดว่าจะฟื้นตัวชัดเจนขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเกษตรกรที่เริ่มต้นฤดูกาลเพาะปลูก ซึ่งเป็นจังหวะที่ความต้องการสินเชื่อปรับตัวสูงขึ้น บริษัทฯ พร้อมเคียงข้างลูกค้าในทุกก้าวของการประกอบอาชีพ ด้วยการสนับสนุนสภาพคล่องที่ตอบโจทย์การประกอบอาชีพอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้มองว่าภาคเกษตรกรรมมีแนวโน้มได้รับการสนับสนุนจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ ไม่ว่าจะเป็นมาตรการตรึงราคาปุ๋ยหรือราคาน้ำมัน เพื่อบรรเทาแรงกดดันด้านต้นทุนและเสริมความสามารถในการชำระหนี้ บริษัทฯ จึงมั่นใจว่าจะสามารถผลักดันพอร์ตสินเชื่อรวมแตะ 15,50016,000 ล้านบาท เติบโต 810% ตามเป้าหมาย