นายกรมเชษฐ์ วิพันธ์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.แอสเซทไวส์ [ASW] กล่าวว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานไตรมาส 2/69 คาดว่าจะเติบโตได้ดีกว่าไตรมาสแรก เนื่องจากจะมีการโอนคอนโดมิเนียมสร้างเสร็จ 4 โครงการใหม่ ในกรุงเทพฯ ภูเก็ต และนครปฐม มูลค่ารวมกว่า 1.3 หมื่นล้านบาท ได้แก่ The Title Heritage บางเทา, The Title Serenity ในยาง, Modiz Vault เกษตร-ศรีปทุม, Kave Genesis นครปฐม
"หากการโอนเป็นไปตามแผนที่บริษัทวางไว้จะเป็นไตรมาสที่มีการโอนที่โดดเด่น หนุนต่อรายได้ในช่วงไตรมาส 2/69 จะสูงขึ้นหลังจากที่ไตรมาสแรกมีรายได้อยู่ที่ 516 ล้านบาท"นายกรมเชษฐ์ กล่าวขณะที่ในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้ก็ยังมีการทยอยโอนโครงการอื่นๆ อย่างต่อเนื่อง ทั้งคอนโดมิเนียมและแนวราบ มูลค่ารวมกว่า 1 หมื่นล้านบาทที่จะเข้ามาหนุนรายได้เพิ่มเติม ปัจจุบันบริษัทมีมูลค่ายอดขายรอโอน (Backlog) รวมราว 3.8 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้เข้ามาไปจนถึงปี 71 และในปีนี้ยังคงเป้าหมายรายได้ไว้ที่ 6 พันล้านบาท
ในช่วงไตรมาส 2/69 บริษัทวางแผนปิด 2 โครงการ มูลค่ารวม 3.4 พันล้านบาท ได้แก่ The Title Vivana กมลา และ THE OLIVE โดยที่ปีนี้บริษัทจะเน้นโครงการใหม่ในภูเก็ตเป็นส่วนใหญ่ เพราะเป็นจังหวัดท่องเที่ยวที่มีดีมานด์การซื้อที่อยู่อาศัยที่แข็งแกร่งต่อเนื่อง และยังคงแผนเปิดโครงการใหม่ทั้งปี 11 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 1.75 หมื่นล้านบาท ไตรมาสแรกที่ผ่านมาเปิดไปแล้ว 3 โครงการ มูลค่ากว่า 4.8 พันล้านบาท ทั้งในกรุงเทพฯ-ปริมณฑล และภูเก็ต
นายกรมเชษฐ์ กล่าวว่า แม้ช่วงไตรมาส 2/69 จะเป็นช่วง Low Season ของจังหวัดท่องเที่ยวอย่างภูเก็ต แต่จากการสำรวจเบื้องต้นยอดขายในพื้นที่ยังคงแข็งแกร่ง และคาดว่าจะมากกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน ได้รับอานิสงส์บวกมาจากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้ต่างชาติย้ายถิ่นฐานเข้ามาพักอาศัยในประเทศที่มีความปลอดภัยและมีความสงบ
"จะเห็นว่านักท่องเที่ยว หรือคนต่างชาติที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยขยายระยะเวลาการอยู่อาศัยในประเทศไทยนานขึ้น โดยเฉพาะชาวอาหรับ อิสราเอล รวมถึงโปแลนด์ และกลุ่มต่างชาติดังกล่าวยางรายก็ตัดสินใจซื้อที่อยู่อาศัยในประเทศไทย เพื่อเป็นบ้านหลังที่สอง ส่วนกลุ่มลูกค้าหลัก เช่น ยุโรป และรัสเซีย ก็ยังเห็นการเข้ามาซื้อเพื่อมาพักอาศัยในช่วงฤดูหนาว"นายกรมเชษฐ์ กล่าวสำหรับปัจจัยในประเทศยังคงต้องติดตามภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ปัจจุบันอาจจะยังมีการชะลอตัวอยู่บ้าง โดยเฉพาะปัจจัยที่กดดันอย่าง ปัญหาหนี้ครัวเรือนสูงกระทบต่อความสามารถในการขอสินเชื่อ และสถาบันการเงินเองก็ยังเข้มงวดในการพิจารณาสินเชื่อ แต่ก็ยังมีปัจจัยบวกเกี่ยวกับการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขยายการผ่อนปรนมาตรการ LTV ออกไปอีก 1 ปี
ส่วนผลกระทบของราคาวัสดุก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้น บริษัทมองว่าหากต้นทุนเพิ่มขึ้น 10% จะกระทบต่อกำไรสุทธิเพียง 1-2% เท่านั้น เนื่องจากโครงการมีระยะเวลาก่อสร้างยาว หรือระยะเวลา 1-2 ปี ทำให้บริษัทมีเวลาในการปรับตัวและบริหารจัดการได้ทันต่อสถานการณ์ และมีการล็อกต้นทุนก่อสร้างไว้ล่วงหน้า ทำให้ผลกระทบของต้นทุนการก่อสร้าง ณ เวลานี้ยังมีจำกัด