บล.อินโนเวสท์เอกซ์ ระบุว่า เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 69 นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้เปิดวงหารือระหว่างภาครัฐและภาคธุรกิจครั้งใหญ่เป็นครั้งแรก ภายใต้แนวคิด "ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง" โดยครอบคลุมผู้แทนจากกว่า 17 กลุ่มอุตสาหกรรม ตั้งแต่ภาคการเงิน พลังงาน เทคโนโลยี ยานยนต์ ท่องเที่ยว ค้าปลีก โลจิสติกส์ เกษตร ไปจนถึงนิคมอุตสาหกรรมและอสังหาริมทรัพย์ ในเวทีดังกล่าว
ทั้งนี้รองนายกรัฐมนตรีและรมว. คลัง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เผยจะรวบรวมข้อเสนอทั้งหมดจัดทำเป็น Action Plan ผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) พร้อม Dashboard ติดตามความคืบหน้า และนัดประเมินผลร่วมกันภายใน 6 เดือน โดยสรุปผลการหารือออกมาเป็น 4 แกนยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่
1. การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานสะอาด รวมถึงระบบบริหารจัดการน้ำเพื่อรองรับความเสี่ยงจาก El Nino
2. การยกระดับทรัพยากรมนุษย์ผ่านการดึงแรงงานทักษะสูงและใช้ FDI กว่า 1.8 ล้านลบ. ถ่ายทอดเทคโนโลยีสู่ภาคธุรกิจไทย
3. การสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ อาทิ Wellness Hub, Financial Hub, Digital Hub และศูนย์กลางโลจิสติกส์ภูมิภาค
4. การปลดล็อกอุปสรรคเชิงโครงสร้าง ทั้งผังเมือง EEC ขั้นตอนการอนุมัติ และการยกระดับการต่อต้านคอร์รัปชัน
INVX มองว่า หากข้อเสนอข้างต้นนำไปสู่ Action Plan ที่ดำเนินได้อย่างเป็นรูปธรรมภายในกรอบเวลา 6 เดือนตามที่ระบุ จะเป็นปัจจัยบวกต่อความเชื่อมั่นการลงทุน โดยอาจพลิกโมเมนตัมเศรษฐกิจไทยจากวิกฤตพลังงานและ Slow-burn Crisis รวมทั้งอาจช่วยดึงโมเมนตัมเศรษฐกิจในช่วง ไตรมาส 2 -4 ให้ดีกว่าที่ประมาณการไว้ในกรณีฐานซึ่งได้ประเมินการเติบโตของ GDP ปี 69 ไว้ที่ 1.4%YoY แต่มองมีโอกาสเพิ่มได้อีก 0.2-0.4% หากมาตรการกู้เงิน 4 แสนล้านบาท และ Action Plan ภาครัฐ-เอกชนดำเนินได้อย่างมีประสิทธิผล โดยมีความไม่แน่นอนทางรัฐธรรมนูญเป็นตัวแปรสำคัญที่ต้องจับตาใกล้ชิด
INVX มองว่า แม้ระยะสั้นผลการหารือ 4 แกนยุทธศาสตร์หลักจะยังมีผลต่อ SET จำกัด โดยคาดตลาดจะรอดู Action Plan ภายใน 6 เดือน แต่หากมีพัฒนาการที่ดีจะเป็นบวกต่อการลงทุนระยะกลาง-ยาว โดยยุทธศาสตร์ด้านการยกระดับความโปร่งใสและการต่อต้านคอร์รัปชัน จะช่วยดึงดูดความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติให้กลับมาจับตาตลาดหุ้นไทยอีกครั้ง ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมที่จะได้ประโยชน์หลักจากยุทธศาสตร์ด้านอื่นๆ ได้แก่
กลุ่มโรงไฟฟ้า (GULF GPSC BGRIM): ได้ประโยชน์จากการเพิ่มกำลังการผลิตในประเทศ และการขายไฟตรงให้ลูกค้าอุตสาหกรรมด้วยอัตรากำไรสูงขึ้นในช่วง High Demand รวมถึงข้อเรียกร้องป้องกัน Data Center ศูนย์เหรียญจะหนุนให้เกิดการร่วมทุนและสร้างรายได้เพิ่มขึ้น
กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม (WHA AMATA WHAUP): ความต้องการที่ดินและระบบสาธารณูปโภคเพื่อรองรับ Data Center Park ทั้งในและนอกพื้นที่ EEC
กลุ่มสื่อสาร (ADVANC TRUE): อุปสงค์การเชื่อมต่อโครงข่ายที่สูงขึ้น หนุนรายได้ภาค Enterprise
กลุ่มท่องเที่ยว (ERW AWC CENTEL AOT MINT THAI AAV): ได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวในประเทศและพัฒนาเมืองรอง
กลุ่มการแพทย์ (BH BDMS): นโยบายความมั่นคงด้านสุขภาพ (ผลิตยา/Medical Supply ในประเทศ) ช่วยลดต้นทุน และการเติบโตของ Medical Tourism
กลุ่มยานยนต์ (STANLY SAT AH): การเรียกร้องมาตรการ Safeguard และเกณฑ์ Local Content ภายใต้กรอบ Global Minimum Tax จะช่วยรักษาฐานการผลิตและซัพพลายเชนไทยในระยะยาว
กลุ่มธนาคาร (BBL KBANK): โอกาสขยายสินเชื่อรายใหญ่จากกระแสการย้ายฐานการผลิต (FDI) และแนวคิด "Safe, Efficient and Low Carbon Hub" ขณะที่การเข้ามาแก้ปัญหาของกลุ่ม SME จะช่วยฟื้นฟูคุณภาพสินทรัพย์ (Asset Quality)