PRM กำไร Q1/69 โต 3.8% รับอานิสงส์ OSV แกร่ง-บาทอ่อนค่าหนุนกำไร FX พลิกบวก

ข่าวหุ้น-การเงิน Monday May 18, 2026 17:51 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

PRM กำไร Q1/69 โต 3.8% รับอานิสงส์ OSV แกร่ง-บาทอ่อนค่าหนุนกำไร FX พลิกบวก

บมจ.พริมา มารีน [PRM] รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1/69 เติบโตแข็งแกร่ง ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยมีรายได้จากการให้บริการรวม 2,111.6 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.1% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่มีช่วงปลายไตรมาส 1/69 เงินบาทเริ่มอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ ทำให้บริษัทกลับมามีกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนจำนวน 112 ล้านบาท จากที่ขาดทุนมาตลอดทั้งปี 68 และส่งผลให้ในไตรมาส 1/69 บริษัทมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 628.9 ล้านบาท ปรับตัวสูงขึ้น 3.8% หรือ 23.2 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/68

นายวิริทธิ์พล จุไรสินธุ์ ผู้อำนวยการฝ่ายงานการเงินและบัญชี PRM เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกยังคงเติบโตได้ดี แม้จะเผชิญปัจจัยท้าทายจากภายนอก โดยมีแรงหนุนสำคัญจากการเติบโตของกลุ่มธุรกิจเรือสนับสนุนงานสำรวจและผลิตปิโตรเลียมกลางทะเล (Offshore Support Vessel:OSV) ที่มีรายได้เติบโตถึง 36.0% และมีกำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 72.2% จากการเดินหน้าขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง จากเรือ Crew Boat จำนวน 6 ลำที่ลงทุนใหม่ในระหว่างปี 2568 และเรือ FSO จำนวน 1 ลำที่เริ่มเข้างานตั้งแต่ปลายไตรมาส 1 ของปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้รับปัจจัยบวกจากทิศทางค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลให้รับรู้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนสุทธิเพิ่มอีก 112 ล้านบาทในช่วงปลายไตรมาส

ขณะเดียวกัน ธุรกิจตัวแทนสายเดินเรือและออกของ (Ship Agent and Shipping "SAS") ยังเติบโตโดดเด่น โดยมีรายได้เพิ่มขึ้น 45.2% จากปริมาณงานขนถ่ายสินค้าระหว่างเรือเพิ่มขึ้น

ส่วนธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันสำเร็จรูปและเคมี (Petroleum and Chemical Tanker : PCT) แม้รายได้ลดลงเล็กน้อย 3.3% จากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน แต่บริษัทฯ ได้ปรับกลยุทธ์นำเรือไปให้บริการในต่างประเทศมากขึ้น รวมถึงมีจำนวนเรือเข้าอู่ซ่อมบำรุงลดลง ส่งผลให้กำไรขั้นต้นของธุรกิจดังกล่าวยังเติบโต 5.9%

สำหรับสถานการณ์ความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซ บริษัทฯ ระบุว่าสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยธุรกิจเรือขนส่งน้ำมันดิบ (Crude Oil Carrier "COC") ไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากหลีกเลี่ยงการนำเรือเข้าสู่พื้นที่เสี่ยง (High Risk Area) อย่างเคร่งครัด อีกทั้งตามเงื่อนไขสัญญา ลูกค้าจะเป็นผู้รับผิดชอบต้นทุนค่าเชื้อเพลิงทั้งหมด

ในอีกด้านหนึ่ง สถานการณ์ดังกล่าวกลับส่งผลบวกต่อธุรกิจเรือกักเก็บและผสมน้ำมันกลางทะเล (Floating Storage Unit "FSU") จากความต้องการกักเก็บน้ำมันของผู้ค้าน้ำมันรายใหญ่ที่เพิ่มขึ้น เพื่อบริหารความเสี่ยงด้านราคาน้ำมัน ส่งผลให้อัตราการใช้บริการเรือ FSU ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมีนาคมที่ผ่านมา อีกทั้งราคาน้ำมันดิบที่อยู่ในระดับสูง ยังเป็นปัจจัยสนับสนุนกิจกรรมสำรวจและผลิตปิโตรเลียมทั่วโลก ซึ่งจะช่วยผลักดันความต้องการใช้เรือในกลุ่ม OSV เพิ่มขึ้นในระยะยาว

"ณ สิ้นไตรมาส 1/69 บริษัทฯ มีสินทรัพย์รวม 23,669.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 965 ล้านบาทจากสิ้นปี 68 สะท้อนให้เห็นถึงความแข็งแกร่งทางการเงิน และความพร้อมในการลงทุนขยายกองเรือเพื่อรองรับโอกาสการเติบโตของตลาดพลังงานทั้งในและต่างประเทศ" นายวิริทธิ์พล กล่าว

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ