เมื่อเวลา 11.20 น.
THAI พุ่ง 9.84% มาที่ 6.70 บาท เพิ่มขึ้น 0.60 บาท มูลค่าซื้อขาย 1,214.76 ล้านบาท
AAV บวก 2.83% มาที่ 1.09 บาท เพิ่มขึ้น 0.03 บาท มูลค่าซื้อขาย 82.60 ล้านบาท
BA บวก 2.78% มาที่ 14.80 บาท เพิ่มขึ้น 0.40 บาท มูลค่าซื้อขาย 158.34 ล้านบาท
AOT บวก 1.42% มาที่ 53.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.75 บาท มูลค่าซื้อขาย 633.77 ล้านบาท
บล.กรุงศรี มีมุมมองว่าตลาดให้น้ำหนักต่อประเด็นที่ประธานาธิบดีทรัมป์ ให้ความเห็น คือ การเจรจาข้อตกลงสงบศึกคืบหน้าผสานกับกระแสเชิงบวกจากเรือผ่านช่องแคบบ Hormuz โดยรวมเป็นปัจจัยทำให้ราคาน้ำมันดิบทั้ง Brents และ WTI พลิกกลับมาหลุดต่ำกว่า 100 เหรียญ/บาร์เรลอีกครั้ง เป็นจิตวิทยาบวกต่อหุ้นในกลุ่ม Anti-commodity อาทิ กลุ่มสายการบิน THAI, BA กลุ่ม โรงไฟฟ้า
ขณะที่ บล.บัวหลวง ระบุว่า จากการประเมินเบื้องต้นผลการดำเนินงานของ บมจ.การบินไทย [THAI]ในไตรมาส 2/69 มีแนวโน้มลดลงตามปัจจัยฤดูกาลและผลกระทบจากสงคราม อย่างไรก็ตาม บริษัทมีแผนบริหารจัดการอุปสงค์ที่ชะลอตัวและต้นทุนน้ำมันเครื่องบินที่สูงขึ้นแล้ว โดยต้นทุนน้ำมันเครื่องบินที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมากเนื่องจากสงครามบริษัทได้ทำ fuel hedging ไปแล้ว ~50% ของปริมาณที่ต้องการใช้สำหรับไตรมาส 2/69 และ ~30% สำหรับ H2/69 รวมทั้งมีการปรับราคาบัตรโดยสารเพิ่มขึ้นเพื่อสะท้อนต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้น ปัจจัยดังกล่าวน่าจะช่วยบรรเทาผลกระทบเชิงลบจากต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้น
ในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา Consensus ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 69 ของ THAI ลง 32% ปัจจุบัน THAI ซื้อขายที่ PER ปี 69 ที่ 8.5 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของสายการบินในภูมิภาคเอเชียที่ 11.0 เท่าอยู่ 30% น่าจะสะท้อนแนวโน้มชะลอตัวของผลการดำเนินงานไตรมาส 2/69 ไปแล้ว เรามองว่าอาจเป็นโอกาสในการทยอยสะสมหุ้นเพื่อรับช่วง high season ในไตรมาส 4/69
THAI รายงานกำไรหลักไตรมาส 1/69 ที่ 9,035 ล้านบาท ลดลง 11% YoY เนื่องจากจำนวนผู้โดยสาร, รายได้จากพัสดุภัณฑ์เฉลี่ยต่อหน่วย (freight yield) ลดลง ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารเพิ่มขึ้น และอัตราภาษีจ่ายสูงขึ้น ในขณะที่กำไรหลักไตรมาส 1/69 เติบโต 32% QoQ หนุนโดย passenger yield ที่เพิ่มขึ้น จำนวนผู้โดยสารที่เพิ่มขึ้น, ค่าใช้จ่ายผลประโยชน์พนักงานที่ลดลง, และค่าซ่อมแซมและซ่อมบำรุงอากาศยานที่ลดลง