นายทรงวิทย์ ฐิติปุญญา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ซินเนอร์เจติค ออโต้เพอร์ฟอร์มานซ์ [ASAP] กล่าวว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้ในปี 69 เติบโต 70% หรือเพิ่มขึ้นมาแตะระดับ 1 หมื่นล้านบาท จากปีก่อนที่มีรายได้ราว 8.65 พันล้านบาท โดยไตรมาส 1/69 มีรายได้แล้วเกือบ 2.3 พันล้านบาท และมั่นใจว่าในช่วงไตรมาส 2/69 เป็นต้นไปจะเห็นการเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากการที่เริ่มส่งมอบรถยนต์ไฟฟ้าแบรนด์ที่บริษัทเป็นดีลเลอร์ ได้แก่ แบรนด์รถ EV ในเครือ CHANGAN ได้แก่ Deepal, Lumin, Nevo และ AVATR ซึ่งจะเริ่มส่งมอบมากขึ้นตั้งแต่เดือน พ.ค.เป็นต้นมา

ดีลเลอร์แบรนด์รถ EV ในเครือ CHANGAN อยู่ภายใต้บริษัทที่เป็น Flagship ของกลุ่ม ASAP คือ Eternity at One (EA) ซึ่ง ASAP ถือหุ้นในสัดส่วน 51% ซึ่งปี 69 ตั้งเป้ายอดขายอยู่ที่ 14,500 คัน เติบโต 79% จากปีก่อน พร้อมขยายเครือข่ายโชว์รูมจาก 36 แห่งเป็น 60 แห่งทั่วประเทศ ส่วนแบรนด์AVATR ตั้งเป้ายอดขาย 1,200 คัน และเตรียมเปิดโชว์รูมต่างจังหวัดเพิ่มอีก 4 แห่งภายใน 69
นายทรงวิทย์ กล่าวว่า บริษัทเดินหน้าสู่การเติบโตสู่ยุคใหม่ จากฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งทั้งด้านรถเช่า ดีลเลอร์รถยนต์ รถมือสอง ประกันภัย และธุรกิจรถยนต์ไฟฟ้า โดยใช้จุดแข็งด้านเทคโนโลยี บุคลากร เครือข่าย และฐานลูกค้าขนาดใหญ่ มาต่อยอดสู่การสร้าง "Mobility Ecosystem" ที่ทุกธุรกิจภายในเครือสามารถเชื่อมโยงและสนับสนุนกันได้
ปัจจุบันสัดส่วนรายได้ของธุรกิจที่ดีลเลอร์รถยนต์ EV ปรับเพิ่มขึ้นมาเป็น 80% ของรายได้รวมในไตรมาสแรกที่ผ่านมา และธุรกิจเดิมที่เป็นรถเช่าลดลงมาที่ 20% ทำให้ในช่วงปลายเดือน พ.ค.นี้บริษัทจะมีการเปลี่ยนกลุ่มธุรกิจในตลาดหลักทรัพย์ฯ จากธุรกิจไฟแนนซ์เป็นธุรกิจพาณิชย์ในหมวดรถยนต์
ส่วนในช่วงไตรมาส 3/69 บริษัทใหม่ในเครือ คือ Evante ซึ่ง ASAP ถือหุ้น 51% จะเข้ามาทำตลาดรถยนต์ EV พาณิชย์ในการเป็นดีลเลอร์ให้กับแบรนด์ MAXUS ในฐานะผู้จัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการรายเดียวในประเทศไทย เจาะตลาดรถขนส่งสินค้า รถโดยสาร รถพยาบาล และรถเฉพาะทาง โดยตั้งเป้ายอดขาย 300 คันในครึ่งหลังปี 69 และเพิ่มเป็น 1,500 คันในปี 70 และ 2,200 คันในปี 71 พร้อมเร่งขยายเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง
สำหรับธุรกิจเดิมของ ASPA โดยเฉพาะธุรกิจรถเช่าชบริษัทเตรียมยกระดับบริการให้ครอบคลุมทั้งลูกค้าองค์กร ภาครัฐ และลูกค้าทั่วไป พร้อมเร่งขยาย EV Fleet โดยตั้งเป้าให้รถยนต์ไฟฟ้ามีสัดส่วน 30% ของรถใหม่ทั้งหมด และยังเดินหน้ากลยุทธ์ "EV Fleet Try Before Buy" เปิดโอกาสให้ลูกค้าองค์กรทดลองใช้รถ EV ก่อนตัดสินใจซื้อ
นอกจากนี้ยังนำ AI Dynamic Pricing มาช่วยบริหารราคาค่าเช่าแบบเรียลไทม์ และร่วมมือกับ Trip.com ในรูปแบบ Co-Branding เพื่อผลักดันยอด Booking Days เติบโตถึง 58% ภายใน 3 เดือน ขณะเดียวกันยังขยายบริการพนักงานขับรถสู่กลุ่มสายการบิน บริษัทเอกชน และนิคมอุตสาหกรรม โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดระยอง
ส่วนธุรกิจรถยนต์มือสองภายใต้แบรนด์ Casap บริษัทเตรียมปรับกลยุทธ์สู่ "Margin over Volume" เน้นขายปลีกที่ให้กำไรสูงมากขึ้น พร้อมลดสัดส่วนการขายผ่านลานประมูลจาก 40% เหลือเพียง 9% โดยจุดแข็งของ Casap คือมีรถมือสองคุณภาพดีทั้งรถยนต์นั่งและรถเชิงพาณิชย์ รองรับกลุ่มเอสเอ็มอีได้หลากหลาย และธุรกิจนายหน้าประกันภัยภายใต้แบรนด์ asap Protect ก็ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องจากการต่อยอดฐานลูกค้าภายในเครือ ทั้งรถเช่า ฟลีทรถองค์กร และรถยนต์ไฟฟ้า โดยปัจจุบันกว่า 95% ของเบี้ยประกันมาจาก Ecosystem ภายในกลุ่มบริษัท และยังมีโอกาสขยายสู่ตลาดภายนอก โดยเฉพาะลูกค้ารถยนต์ EV และ Fleet รถองค์กร
ในปี 69 บริษัทวางงบลงทุนเบื้องต้นไว้ 1.2 พันล้านบาท เพื่อรองรับการซื้อ Fleet รถเช่าเข้ามาใหม่อีก 2,000 คัน ราว 1 พันล้านบาท และอีก 200 ล้านบาท จะไปลงทุนเกี่ยวกับการขยายโชว์รูมแบรนด์รถยนต์ EV ที่บริษัทเป็นตัวแทนจำหน่าย
"เรามั่นใจว่าการผสานธุรกิจทั้งหมดเข้าด้วยกันจะช่วยสร้าง New Growth Engine ให้กับองค์กร และผลักดันรายได้รวมของทั้งกลุ่มเติบโตอย่างก้าวกระโดดได้ จากการนำ Ecosystem มาต่อยอดสร้างโอกาสให้กันและกัน" นายทรงวิทย์ กล่าว