นายณัฐพรรษ ตันบุญเอก ประธานเจ้าหน้าที่การเงินกลุ่ม บมจ.ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น [WHA] เปิดเผยว่า แนวโน้มธุรกิจในไตรมาส 2/69 ยังเป็นไปตามเป้าหมายที่คาดว่าผลการดำเนินงานจะใกล้เคียงไตรมาส 1/69 จากยอดขายที่ดินในประเทศไทยยังคงเติบโต ขณะที่การลงทุนในเวียดนามแม้จะล่าช้ากว่าแผนไปบ้างจากขั้นตอนการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมใหม่ แต่เชื่อมั่นว่าจะเริ่มเห็นความชัดเจนและการทยอยเซ็นสัญญาในช่วงไตรมาส 2/69 และไตรมาส 3/69
ในปี 69 บริษัทยังคงรักษาเป้าหมายยอดขายที่ดิน รวมทั้งไทยและเวียดนาม 2,500 ไร่ พร้อมผลักดันรายได้รวมทั้งปีเติบโต 10% จากปีก่อน และรักษาอัตรากำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อมราคา (EBITDA Margin) ให้สูงกว่า 45%
นายณัฐพรรษ กล่าวว่า ในไตรมาส 2/69-ไตรมาส 3/69 บริษัทคาดว่าจะปิดดีลลูกค้ากลุ่ม Data Center ได้มากกว่า 100 ไร่ โดย ณ สิ้นไตรมาส 1/69 มียอดขายที่ดินรอรับรู้รายได้ (Backlog) ราว 1,426 ไร่ ซึ่งในจำนวนนี้มีลูกค้า Data Center รายใหญ่พื้นที่ประมาณ 900 ไร่ และมีกำหนดการโอนที่ดินในปีหน้า
ท่ามกลางความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ บริษัทได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และได้จัดหาแหล่งเงินทุนสำหรับ 9 เดือนข้างหน้าไว้เรียบร้อยแล้วผ่านการออกหุ้นกู้ 2 รอบในช่วงที่ผ่านมา เพื่อสร้างความมั่นใจว่าบริษัทจะมีเงินทุนที่พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์แม้จะมีความผันผวนรายวัน
ในส่วนของธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม โซน EEC ยังคงเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ โดยเฉพาะโครงการ WHA ESIE 5 ที่บริษัทเดินหน้าขยายพื้นที่และเก็บที่ดินเพิ่มอย่างต่อเนื่อง ณ สิ้นไตรมาส 1/69 เพิ่มขึ้นเป็น 7,000 ไร่ คาดการณ์ว่าเมื่อจบไตรมาส 2/69 จะแตะ 8,000-8,500 ไร่ โดยมีเป้าหมายสิ้นปี 69 เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 10,000 ไร่ นอกจากนั้น บริษัทมีแผนแยกนิคมสำหรับอุตสาหกรรม Data Center โดยเฉพาะ เพื่อให้สามารถวางระบบโครงสร้างพื้นฐานได้สะดวกมากขึ้น ทั้งในด้านการจัดหาน้ำ (Water Supply) รวมทั้งลดค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างสายส่งไฟฟ้า
นายปจงวิช พงษ์ศิวาภัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ดับบลิวเอชเอ อินดัสเตรียล ดีเวลลอปเมนท์ (WHAID) เปิดเผยว่า บริษัทมีความมุ่งมั่นในการเป็นผู้นำการพัฒนาโมเดลธุรกิจสีเขียวด้วยยุทธศาสตร์ "กรีนต้องกินได้" โดย WHA Group ตั้งเป้าเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนเป็น 1,222 เมกะวัตต์ จากปี 68 ที่มีราว 500 เมกะวัตต์ และเพิ่มปริมาณจัดการน้ำด้วยระบบ Reclamation Water เป็น 24.25 ล้านลูกบาศก์เมตร จากปีก่อน 9 ล้านลูกบาศก์เมตร รวมถึงเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ยานยนต์ไฟฟ้า 10,000 คันภายในปี 73
ทั้งนี้ บริษัทคาดการณ์ว่าในปี 73 ธุรกิจกลุ่มสีเขียวเหล่านี้จะสร้างรายได้ให้กับกลุ่ม WHA ราว 10,000-12,000 ล้านบาทต่อปี จากปี 68 ที่สร้างรายได้ 1,000 ล้านบาท และปี 69 คาดว่าจะสร้างรายได้ 1,500 ล้านบาท ทั้งนี้ สัดส่วนรายได้ของกลุ่มธุรกิจสีเขียวส่วนใหญ่จะมาจาก Mobilix ที่ในปี 73 จะสร้างรายได้ 5,500 ล้านบาทต่อปี
นอกจากนั้น กลุ่ม WHA ยังอยู่ระหว่างการศึกษาเทคโนโลยีเพื่อการลดคาร์บอนและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานแห่งอนาคต อาทิ โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) กรีนไฮโดรเจน เทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (CCUS) ตลอดจนมุ่งพัฒนาโมเดลเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อจัดการปัญหาของเสียอุตสาหกรรม โดยมีเป้าหมายในการจัดการขยะอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรม การรีไซเคิลแผงโซลาร์เซลล์ที่หมดอายุ และการนำแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่หมดอายุการใช้งานมาสร้างประโยชน์
"ยุทธศาสตร์กรีนต้องกินได้หมายถึงการทำให้ความยั่งยืนเป็นโอกาสทางธุรกิจที่สร้างทั้งผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันไปพร้อมกัน ซึ่งไม่ได้เพียงแค่ใช้ในการขับเคลื่อนธุรกิจของเราเอง แต่ยังต้องการมีส่วนสำคัญในการเร่งการเปลี่ยนผ่านของประเทศไทยสู่เศรษฐกิจใหม่ที่เน้นการลดคาร์บอนและเศรษฐกิจหมุนเวียน
เราเป็นผู้บุกเบิกในการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อการลดคาร์บอน การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และเศรษฐกิจหมุนเวียนมาประยุกต์ใช้ พร้อมสร้างระบบนิเวศที่รองรับเทคโนโลยีสีเขียวทั่วทั้งห่วงโซ่คุณค่าของ WHA Group เพื่อรับมือกับความท้าทายระดับโลก ทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ความมั่นคงทางทรัพยากร การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดจนข้อกำหนดและมาตรฐานด้านความยั่งยืนที่เข้มงวดมากขึ้นทั่วโลก"
นอกเหนือจากการขับเคลื่อนการลดคาร์บอนและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสีเขียวตามแนวทางของ WHA Group แล้ว WHAID ยังให้ความสำคัญกับการสร้างความสมดุลระหว่างการพัฒนาอุตสาหกรรมและการดูแลทรัพยากรธรรมชาติ เพราะเราเชื่อว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมต้องดำเนินควบคู่กันไป ด้วยแนวคิดดังกล่าว WHA จึงเป็นผู้พัฒนานิคมอุตสาหกรรมรายแรกของประเทศไทยที่นำแนวทางการพัฒนาระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity) มาดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม เพื่อสร้างระบบนิเวศการลงทุนที่แข็งแกร่ง ยั่งยืน และพร้อมรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
ภายใต้สถานการณ์ที่ความหลากหลายทางชีวภาพทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยกำลังลดลงอย่างรวดเร็วจากปัจจัยต่าง ๆ เราเล็งเห็นถึงความสำคัญในการเร่งฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมอันเป็นหัวใจสำคัญของการสร้าง 'ผลกระทบเชิงบวกสุทธิ (Net Positive Impact)' ซึ่งเป็นแนวทางที่สอดรับกับแผนปฏิบัติการความหลากหลายทางชีวภาพแห่งชาติ (ปี 66-70) เราจึงตั้งเป้าชัดเจนว่าจะไม่มีการสูญเสียพื้นที่ป่าโดยรวม (No Gross Deforestation) ภายในปี 73 และจะบรรลุผลกระทบเชิงบวกสุทธิทางชีวภาพ (Net Positive Impact on Biodiversity) ภายในปี 93 ด้วยหลักการ Avoid, Minimize, Restore, Regenerate และ Transform โดยได้ริเริ่มโครงการพัฒนาระบบนิเวศและฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ด้วยความร่วมมือกับมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ บนพื้นที่ 150 ไร่ใน 3 นิคมฯ ในปี 68 ซึ่งจะเพิ่มเป็น 233 ไร่ใน 8 นิคมฯ ภายในปี 69
WHA Group ได้เริ่มฟื้นฟูพื้นที่ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยในปี 68 ปลูกต้นไม้ไปแล้วกว่า 15,800 ต้น บนพื้นที่ 69 ไร่ของ WHA ESIE 2 และ WHA ESIE 3 สำหรับในปี 69 จะปลูกเพิ่มอีก 81 ไร่ใน WHA ESIE 2 และ RY36 นอกจากนี้ ได้วางแผนขยายผลไปยังนิคมอุตสาหกรรมอื่นๆ โดยมีเป้าหมายเพิ่มเติมในการปลูกป่าและฟื้นฟูระบบนิเวศอีก 82 ไร่ภายในปี 69 ครอบคลุมนิคมฯ หลายแห่ง เช่น เขตประกอบการอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ สระบุรี (WHA SIL), นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ชลบุรี 1 (CIE1), นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด (ESIE), นิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ อีสเทิร์นซีบอร์ด 1 (ESIE1) และเขตประกอบการอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ระยอง (RIL) ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างผลกระทบเชิงบวกทางชีวภาพอย่างต่อเนื่องของ WHA Group