DITTO ดัน "Blu Green Token" โทเคนดิจิทัลเพื่ออนุรักษ์สิ่งแวดล้อม นำคาร์บอนเครดิตจากโครงการปลูกป่าชายเลนมาเป็นสินทรัพย์อ้างอิง เตรียมเสนอขายจำนวน 400 ล้านโทเคน ราคา 1.20 บาทต่อโทเคน รวมมูลค่าไม่เกิน 480 ล้านบาท ภายในไตรมาส 3/69
นายชัยทัด กุลโชควณิช รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน บมจ.ดิทโต้ (ประเทศไทย) [DITTO] เปิดเผยว่า เรามีบริษัทในเครือที่ทำธุรกิจด้านคาร์บอนเครดิตจากการปลูกป่าชายเลน ซึ่งเป็นคาร์บอนเครดิตประเภท Blue Carbon ที่มีคุณภาพสูง และเป็นหนึ่งในสินทรัพย์กลุ่ม Nature-Based Asset ที่กำลังเป็นเทรนด์สำคัญของโลก
บริษัทได้รับสิทธิในการปลูกและดูแลพื้นที่ป่าชายเลนประมาณ 170,000 ไร่ จึงนำพื้นที่บางส่วนราว 17,000 ไร่ มาต่อยอดสู่การทำ Tokenization เพื่อเชื่อมสินทรัพย์ดิจิทัลเข้ากับคาร์บอนเครดิต
"จุดสำคัญของการเลือกทำเป็นโทเคน เนื่องจากในอดีตการซื้อขายคาร์บอนเครดิตยังมีข้อจำกัด ทั้งความยุ่งยากในการซื้อขาย การซื้อเป็นล็อตเล็กทำได้ยาก การประเมินมูลค่าและการตรวจสอบความโปร่งใส รวมถึงข้อจำกัดด้านตลาดรอง การนำคาร์บอนเครดิตมาทำเป็น Investment Token จึงช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถเข้าถึงสินทรัพย์ดังกล่าวได้ง่ายขึ้น และสามารถซื้อขายเปลี่ยนมือในตลาดรองได้" นายชัยทัด กล่าวโครงสร้างของ Blu Green Token จะออกทั้งหมด 400 ล้านโทเคน โดย 1,000 โทเคน เทียบกับคาร์บอนเครดิต 1 ตัน หรือรวมคาร์บอนเครดิตอ้างอิง 400,000 ตัน อายุโครงการ 7 ปี หากผู้ถือโทเคนถือครบอายุโครงการ บริษัทจะนำคาร์บอนเครดิตที่ได้ไปจำหน่าย และนำเงินที่ได้มากระจายให้ผู้ถือโทเคนตามสัดส่วน
พื้นที่ป่าชายเลนที่นำมาอ้างอิงโครงการมีศักยภาพผลิตคาร์บอนเครดิตได้เกือบ 1 ล้านตันในระยะเวลา 7 ปี แต่บริษัทเลือกนำมาอ้างอิงกับโทเคนเพียง 400,000 ตัน และยังมีพื้นที่ป่าชายเลนอีกเป็นแสนกว่าไร่ที่เหลืออยู่ นับว่ามี Buffer สองชั้น รองรับความเสี่ยงให้กับโครงการ
เสน่ห์ของ Blu Green Token คือการออกแบบให้ผู้ลงทุนมีโอกาสได้รับผลตอบแทนตามราคาคาร์บอนเครดิตในอนาคต หากราคาคาร์บอนเครดิตปรับตัวสูงขึ้น ผู้ถือโทเคนก็มีโอกาสได้รับผลตอบแทนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ขณะเดียวกันยังมีกลไกปกป้อง Downside โดยหากผู้ออกโทเคนไม่สามารถขายคาร์บอนเครดิตอ้างอิงได้ ผู้ถือโทเคนที่ถือครบอายุ 7 ปี จะได้รับเงินลงทุนเริ่มต้นคืน พร้อมผลตอบแทนทบต้นสะสม 3% ต่อปี
ภาพรวมตลาดคาร์บอนเครดิต นายชัยทัต มองว่า ตลาดโลกเริ่มมีความชัดเจนมากขึ้น มีตลาดซื้อขายและราคาที่สามารถตรวจสอบได้ ขณะที่ตลาดไทยปัจจุบันยังเป็นตลาดภาคสมัครใจ แต่เริ่มเห็นสัญญาณบวกจาก ร่าง พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งผ่านการพิจารณาของคณะรัฐมนตรีแล้ว และอยู่ระหว่างนำเข้าสู่กระบวนการของสภาฯ หากมีกฎหมายลูกและมีการบังคับใช้ในอีก 1-2 ปีข้างหน้าจะเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ตลาดคาร์บอนเครดิตไทยคึกคัก จากทั้งความต้องการซื้อและปริมาณสินทรัพย์ในตลาดที่ชัดเจนขึ้น
นอกจากนี้ มาตรการ Carbon Border Adjustment Mechanism หรือ CBAM ของสหภาพยุโรป ยังเป็นอีกแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ภาคธุรกิจไทยต้องให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากขึ้น เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยในตลาดโลก
นายชัยทัด ยังระบุว่า ป่าชายเลนสามารถดูดซับคาร์บอนได้มากกว่าป่าบกหลายเท่า ที่สำคัญกว่านั้น ยังมีคุณค่าด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอีกมาก ทั้งช่วยรักษาระบบนิเวศชายฝั่ง ลดการกัดเซาะ เป็นแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำ และช่วยสร้างอาชีพให้ชุมชน เช่น ประมงพื้นบ้าน ทำให้โครงการนี้ไม่ใช่เพียงการลงทุนในคาร์บอนเครดิต แต่ยังเป็นการสนับสนุนสิ่งแวดล้อมและชุมชนไปพร้อมกัน
ขณะที่นายวันรบ บุญธรรม ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุน บริษัท โทเคน เอกซ์ จำกัด (Token X) ในฐานะผู้ให้บริการระบบเสนอขายโทเคนดิจิทัล ระบุว่า Blu Green Token เป็นตัวอย่างของการผสานโครงการด้านสิ่งแวดล้อมเข้ากับ Tokenization ในรูปแบบ Real-World Assets Tokenization ที่มีโครงการอ้างอิงอยู่จริง โดยเป็น Investment Token กลุ่มความยั่งยืนภายใต้กฎเกณฑ์ของสำนักงาน ก.ล.ต. และได้รับอนุญาตให้ออกและเสนอขายแล้ว
นายวันรบ กล่าวว่า โครงการนี้ถือเป็นนวัตกรรมด้าน Green Financing ที่เปิดโอกาสให้ผู้ลงทุนมีส่วนร่วมกับโครงการฟื้นฟูป่าชายเลน พร้อมโอกาสรับผลตอบแทนจากมูลค่าคาร์บอนเครดิตในอนาคต และเป็นการยกระดับบทบาทสินทรัพย์ดิจิทัลในตลาดทุนไทยให้เชื่อมโยงเงินทุนเข้ากับโครงการที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม
https://youtu.be/2H38LI4I_70