นายโสรัชย์ อัศวะประภา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล [JAS] เปิดเผยภายหลังการแถลงข่าวคว้าลิขสิทธิ์ FIFA ในประเทศไทยแบบเอ็กซ์คลูซีฟถึงปี 2030 ว่า JAS ปิดดีลลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก 2 ครั้งติดต่อกันในปี 2026 และ 2030 พร้อมคอนเทนต์จาก FIFA แบบครบวงจร ผ่าน Monomax มูลค่าลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2 ครั้ง (ปี 2026 และ 2030) รวมกับคอนเทนต์ทั้งหมดของ FIFA ตั้งแต่วันนี้จนถึงปี 2030 รวมทั้งสิ้น 70 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
ซีอีโอ JAS ระบุว่าราคานี้เป็นจุดที่ FIFA พอใจหลังจากมีการเจรจาต่อรองลงมาจากราคาเริ่มต้นพอสมควร เพราะนอกจากฟุตบอลโลก 2 สมัยแล้ว ในแพ็กเกจนี้ยังรวมถึงทัวร์นาเมนต์สำคัญอื่นๆ ของ FIFA ทั้งหมด อาทิ ฟุตบอลโลกหญิง (Women's World Cup), ฟุตซอลโลก, ชิงแชมป์สโมสรโลก (Club World Cup), และฟุตบอลเยาวชนทุกรุ่น
เมื่อถามว่าได้มีการเสนอราคา 15 ล้านเหรียญสหรัฐฯ เท่าเวียดนามหรือไม่ นายโสรัชย์ กล่าวว่า มีการเสนอราคานี้ และอีกหลายราคามาเรื่อย ๆ แต่ของไทยที่ผ่านมาล้วนเคยซื้อราคามากกว่า 30 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ขึ้นไปทั้งนั้น การคว้าลิขสิทธิ์ในครั้งนี้เกิดจากการประสานงานภายใต้แนวคิด "ทีมไทยแลนด์" มีการพูดคุยกันเพื่อป้องกันการปั่นราคา โดยพูดคุยกับทางรัฐบาล รวมทั้งสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ โดย "มาดามแป้ง" นวลพรรณ ล่ำซำ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
เมื่อรัฐบาลแจ้งว่ายังไม่พร้อมหรือมองว่าไม่เหมาะสมในการเข้าซื้อ JAS จึงเข้ามารับช่วงต่อแทน โดยได้รับการสนับสนุนจากมาดามแป้งในฐานะนักการทูตที่ช่วยประสานกับเลขาธิการ FIFA เพื่อให้ดีลนี้จบลงได้ และไม่ให้ประเทศไทยเกิด "จอดำ" การเจรจาเป็นไปอย่างเข้มข้นจนถึงเที่ยงคืนก่อนการแถลงข่าว เพื่อให้ได้จุดสมดุลของราคาที่ทั้งสองฝ่ายพอใจ
"การขยับตัวครั้งนี้ไม่ได้มองแค่ในประเทศไทย แต่มองถึงการขยาย Monomax ไปสู่ระดับภูมิภาคในอนาคต ซึ่งหากไม่เริ่มสร้างความแข็งแกร่งตั้งแต่วันนี้ ก็อาจไม่มีโอกาสในวันหน้า" นายโสรัชย์ กล่าวสำหรับรูปแบบการรับชม วางแผนใช้มาตรการ "คนละครึ่ง" คือให้ประชาชนดูฟรีครึ่งหนึ่ง และช่วยสนับสนุนค่าลิขสิทธิ์ผ่านการสมัครสมาชิกอีกครึ่งหนึ่ง โดยการเปิดให้ชมฟรีตั้งเป้ามากกว่า 1 แมตช์ต่อวัน คาดว่าจากทั้งหมด 104 แมตช์ จะมีแมตช์ที่ดูฟรีแน่นอน 40 แมตช์ขึ้นไป ซึ่งรวมถึงนัดเปิดสนาม และนัดชิงชนะเลิศ โดยวันนี้จะเริ่มเปิดให้ดูแมตช์แรกระหว่างแมกซิโก-แอฟริกาใต้ เวลา 02.00 น.
ส่วนระบบสมาชิก สามารถรับชมแบบครบทุกแมตช์ผ่านแอปพลิเคชัน Monomax Sport ในความละเอียดสูงสุด 1080p (FHD) โดยผู้ที่ซื้อแพ็กเกจ Early Bird (Pack L) ราคา 5,999 บาท (ผ่อนได้สูงสุด 10 เดือน) จะได้รับสิทธิ์ดูฟุตบอลโลกโดยไม่ต้องจ่ายเพิ่ม
ส่วนทิศทางทางธุรกิจ นายโสรัชย์ ยอมรับว่า หากมองในระยะสั้นหรือมองแค่ตัวเลขกำไรขาดทุนของโปรเจกต์นี้เพียงอย่างเดียว ดีลนี้เป็นดีลที่ไม่น่าสนใจ และอาจไม่คุ้มทุน แต่นี่คือการลงทุนเพื่อสร้างแบรนด์ (Brand Building) และสร้าง Position ในตลาดให้กับ JAS และ Monomax ในระยะยาว
ปัจจุบันกลุ่มบริษัทได้รวบรวมลิขสิทธิ์กีฬาระดับโลกไว้มากมาย ทั้ง พรีเมียร์ลีกอังกฤษ (เหลือสัญญาอีก 5 ฤดูกาล), ฟุตบอลยูโร, และวอลเลย์บอลโลก (สัญญา 6 ปี) เพื่อมุ่งสู่การเป็น "เจ้าแห่งกีฬา" และเตรียมพร้อมรับเทคโนโลยีแห่งอนาคตอย่าง OTT แทนที่ธุรกิจทีวีดิจิทัลที่อยู่ในช่วงขาลง
สำหรับเป้าหมายและทิศทางในอนาคต ตั้งเป้าดึงดูดสมาชิกให้ถึง 2 ล้านราย เพื่อให้ธุรกิจสามารถดูแลค่าลิขสิทธิ์กีฬาต่าง ๆ ได้อย่างยั่งยืน โดยปัจจุบัน Monomax มีสมาชิกอยู่ที่ประมาณ 1.6 ล้านราย โดยตั้งเป้าอยากเห็นสมาชิกเพิ่ม 5 แสนรายเป็นอย่างน้อย ส่วนรายได้หลักจะมายอดสมาชิก และจาก Pack L ซึ่งหากสมาชิกถึง 2 ล้านรายขึ้นไป เชื่อว่าจะสามารถดูแลค่าลิขสิทธิ์ฟุตบอลทุกแมตช์ได้แบบไม่มีปัญหา ในส่วนรายได้จากสปอนเซอร์เชื่อว่ามีไม่มาก และคาดหวังรายได้ในปี 2030 หรือมองระยะยาวมากกว่า
ส่วนการจัดการลิขสิทธิ์สำหรับร้านอาหาร หรือพาร์ทเนอร์ธุรกิจ สปอนเซอร์ รวมถึงทีวีช่องอื่น ๆ JAS เปิดกว้างให้เข้ามาพูดคุยเพื่อเข้าถึงสิทธิ์การถ่ายทอดสดในราคาที่เหมาะสมเพื่อให้คนไทยทุกกลุ่มได้ชม ซึ่งการพูดคุยกับพาร์ทเนอร์จะให้สิทธิพันธมิตรเดิมก่อน ส่วนแพ็กเกจร่วมกับ AIS คาดว่าจะมีการพูดคุยในสัปดาห์นี้
นายโสรัชย์ กล่าวอีกว่า นี่เป็นครั้งแรกที่ฟุตบอลโลกในไทยกลายเป็นธุรกิจ ซึ่งสิ่งที่เราทำภายใต้กรอบกฎหมายที่มีมองว่าพึงพอใจแล้ว ไม่ได้อยากให้รัฐบาลมาช่วยอะไรเพิ่มเติม และเราพร้อมจะทำเป็นธุรกิจเต็มรูปแบบแล้ว แต่สำหรับปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ ขอความเห็นใจจากแฟนบอลให้สนับสนุนการรับชมที่ถูกลิขสิทธิ์เพื่อให้อุตสาหกรรมไทยเดินหน้าต่อได้