วันนี้ 12 มิ.ย. 2569 อาจกลายเป็นวันตรวจสอบราคาที่แท้จริง ของหุ้น บมจ.จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล [JAS] หลังตลาดหลักทรัพย์ฯ แขวน เครื่องหมาย H หยุดพักการซื้อขายชั่วคราว เพื่อให้บริษัทชี้แจงข่าวดีลลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2 สมัย มูลค่าราว 70 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 2,300 ล้านบาท ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่อาจกระทบต่อราคาหุ้นและการตัดสินใจลงทุนโดยตรง
ความน่าสนใจของดีลนี้ไม่ใช่แค่คำถามว่า คนไทยจะได้ดูบอลโลกหรือไม่ (เพราะเป็นคำถามที่เลยคำตอบไปแล้ว) แต่คือคำถามที่ใหญ่กว่านั้นที่ นักลงทุนในตลาดหุ้นไทยอยากทราบว่า JAS กำลังซื้อสินทรัพย์ในราคาถูก หรือกำลังแบกรับต้นทุนที่แพงเกินไปสำหรับธุรกิจสื่อและแพลตฟอร์มของตัวเอง
เพราะก่อนหน้านี้ JAS เคยพยายามต่อรองให้ค่าลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลก 2026 ใกล้เคียงกับประเทศ เวียดนามที่ถูกรายงานว่าอยู่ราว 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 487 ล้านบาท ขณะที่ FIFA เคยยืนยันราคาสำหรับประเทศไทยสูงถึง 1.3 พันล้านบาท หรือราว 40 ล้านดอลลาร์
แต่สุดท้ายดีลที่ประกาศออกมากลายเป็น 70 ล้านดอลลาร์ แต่ครอบคลุมฟุตบอลโลก 2026 และ 2030 รวมถึงทัวร์นาเมนต์ของ FIFA ถึงปี 2030
ทั้งหมดนี้จึงเป็นดีลที่ตลาดจะไม่ได้มองแค่ข่าวดีของการได้ลิขสิทธิ์
แต่จะมองเลยไปถึง สมการของผลตอบแทนที่จะได้รับทันที หากคิดแบบหยาบ ๆ ต้นทุน 2,300 ล้านบาทสำหรับฟุตบอลโลก 2 สมัย เท่ากับเฉลี่ยประมาณ 1,150 ล้านบาทต่อสมัย
ตัวเลขนี้จะถูกหรือแพงขึ้นอยู่กับว่า JAS สามารถแปลงลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกให้กลายเป็นรายได้จริงได้มากแค่ไหน อาทิ ค่าโฆษณา สปอนเซอร์ แพ็กเกจสมาชิก MONOMAX การดึงผู้ชมเข้าสู่แพลตฟอร์ม การต่อยอดกับ MONO29 หรือการสร้างฐานผู้ใช้ระยะยาว
ถ้าหุ้น JAS กลับมาเปิดซื้อขายแล้วราคายืนได้ หรือปรับขึ้นต่อ ตลาดอาจกำลังบอกว่า นักลงทุนเชื่อว่าดีลนี้ไม่ใช่แค่ต้นทุน แต่เป็นสินทรัพย์ทางกลยุทธ์ที่ช่วยยกระดับ JAS จากบริษัทโครงสร้างพื้นฐานโทรคมนาคมเดิม ไปสู่ธุรกิจ media-content-platform ที่มีแม่เหล็กขนาดใหญ่พอจะดึงผู้ชมทั้งประเทศได้
ประกอบกับ ฟุตบอลโลกไม่ใช่คอนเทนต์ธรรมดา แต่เป็น Event Content ที่มีพลังสูงมาก เพราะเกิดขึ้นไม่บ่อย มีฐานผู้ชมกว้าง และสามารถขายแพ็กเกจเชิงพาณิชย์ได้หลายชั้น ทั้งโฆษณา สปอนเซอร์ สิทธิพิเศษ และสมาชิกแพลตฟอร์ม
แต่ถ้าในทางกลับกัน ราคาหุ้น JAS เปิดแล้วถูกแรงขายกระหน่ำ นั่นแสดงว่า ตลาดอาจกำลังตั้งคำถามกลับว่า ดีลนี้มี ความโรแมนติกทางธุรกิจมากกว่าที่จะมีความคุ้มค่าทางการเงินหรือไม่
เพราะแม้ผู้บริหาร JAS เองยังยอมรับว่า ถ้ามองระยะสั้น ดีลนี้อาจไม่ใช่ดีลที่น่าสนใจ แต่เป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อสร้างแบรนด์และ Positioning ให้กับ MONO NEXT และ JAS ประโยคนี้สำคัญมาก เพราะเท่ากับยอมรับโดยนัยว่า ตลาดไม่ควรคาดหวังกำไรทันทีจากดีลนี้ แต่ต้องประเมินว่าการลงทุน 2,300 ล้านบาทจะสร้างมูลค่าระยะยาวได้จริงหรือไม่
ประเด็นที่ทำให้ราคาหุ้นวันนี้สำคัญ คือ ก่อนดีลชัดเจน ราคาหุ้น JAS ได้ขยับขึ้น พร้อมกับความคาดหวังไปบางส่วนแล้ว โดยมีรายงานว่าหุ้น JAS ก่อนขึ้นเครื่องหมาย H ณ วันที่ 11 มิ.ย. อยู่บริเวณ 1.24 บาท เพิ่มขึ้น 6.90 % ด้วยมูลค่าซื้อขายราว 589 ล้านบาท
ดังนั้นเมื่อข่าวกลายเป็นข้อเท็จจริง ตลาดจะเริ่มเปลี่ยนคำถามจาก จะปิดดีลได้ไหม เป็น ปิดดีลแล้วคุ้มไหม ทันที
สิ่งที่นักลงทุนต้องจับตาไม่ใช่แค่ราคาหุ้นบวกหรือลบในวันเดียว แต่ต้องดูวอลุ่มและพฤติกรรมของแรงซื้อแรงขายด้วย หากราคาขึ้นแรงพร้อมวอลุ่มสูง อาจสะท้อนว่าตลาดกำลังให้ Premium กับการเปลี่ยนภาพธุรกิจของ JAS
แต่ถ้าราคาขึ้นแล้วถูกขาย หรือเปิดบวกแต่ปิดลบ อาจสะท้อนว่าแรงเก็งกำไรก่อนข่าวจริงเริ่มขายทำกำไร และตลาดยังไม่มั่นใจว่ารายได้จากฟุตบอลโลกจะชดเชยต้นทุนได้มากพอ
ดีลนี้ยังมีบริบทระดับโลกที่น่าสนใจ เพราะฟุตบอลโลก 2026 เป็นทัวร์นาเมนต์ที่ใหญ่ขึ้น มี 48 ทีม สูงสุดเป็นประวัติการณ์ (เพิ่มจาก 32ทีม) และมีจำนวนการแข่งขันทั้งสิ้น 104 นัดตลอดทัวร์นาเมนท์ ทำให้มูลค่าทางโฆษณาสูงขึ้นมาก หลายประเทศมองฟุตบอลโลกเป็น "มหกรรมสื่อ" ไม่ใช่แค่กีฬา
โดยทาง Reuters รายงานว่า World Cup 2026 มี ช่วงหยุดพักเพื่อดื่มน้ำ( Hydration break) 3 นาที ทุกครึ่งเวลา ซึ่งในบางตลาดอาจกลายเป็นโอกาสขายโฆษณาเพิ่ม
ขณะที่ FIFA คาดว่ารายได้จากฟุตบอลโลก 2026 จะสูงมาก โดยลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดเป็นหนึ่งในแหล่งรายได้สำคัญ
ดังนั้น JAS กำลังเดิมพันกับของที่มีมูลค่าจริง แต่คำถามคือ มูลค่านั้นตกถึง JAS แค่ไหน?
เพราะลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกเป็นคอนเทนต์ที่ทุกคนอยากดู แต่ไม่ได้แปลว่าทุกคนพร้อมจ่ายเงิน ถ้าต้องถ่ายทอดฟรีจำนวนมาก รายได้อาจต้องพึ่งโฆษณาและสปอนเซอร์เป็นหลัก แต่ถ้าสามารถผูกกับแพ็กเกจสมาชิกได้ดี ก็อาจเปลี่ยนฟุตบอลโลกให้กลายเป็นเครื่องมือเร่งฐานผู้ใช้ MONOMAX ให้เติบโตได้อย่างไม่น่าเชื่อ
วันนี้ ราคาหุ้น JAS จึงจะเป็นเหมือนประชามติของตลาดทุนต่อดีลนี้ ถ้าราคายืนได้ ตลาดกำลังบอกว่า 70 ล้านดอลลาร์อาจไม่แพงเมื่อเทียบกับโอกาสสร้างแพลตฟอร์มและแบรนด์ระยะยาว แต่ถ้าราคาถูกขายแรง ตลาดอาจกำลังบอกว่า 2,300 ล้านบาทเป็นต้นทุนที่หนักเกินไปสำหรับผลตอบแทนที่ยังต้องพิสูจน์
ทั้งนี้ ดีลฟุตบอลโลกของ JAS ในฐานะเจ้าของลิขสิทธิ์ถ่ายทอดฟุตบอลโลก 2 สมัย อาจไม่ได้ตัดสินกันที่เสียงเชียร์ในสนาม แต่จะถูกตัดสินก่อนบนกระดานหุ้น เพราะราคาหุ้นจะเป็นตัวสะท้อนทันทีว่านักลงทุนเชื่อในวิสัยทัศน์ระยะยาวของผู้บริหาร หรือมองว่านี่คือ เดิมพันราคาแพงที่ต้องใช้เวลาพิสูจน์อีกหลายปี
อย่างไรก็ตาม ถ้าจะวิเคราะห์ให้ลึกขึ้น ต้องมองไปที่ฐานะการเงินของ JAS ด้วย ปัจจุบันมีส่วนผู้ถือหุ้น 6,114 ล้านบาท ขณะที่ไตรมาส 1 ขาดทุนไปแล้วราว 726 ล้านบาท และยังมีภาระค่าใช้จ่ายจากดีลใหม่เข้ามาอีกหลักพันล้านบาท
คำถามสำคัญคือ หากปีนี้ JAS ต้องขาดทุนเพิ่มอีก ส่วนทุนที่เหลืออยู่จะเพียงพอแค่ไหน และปีหน้าบริษัทจะเดินเกมต่ออย่างไร
ในอีกมุมหนึ่ง JAS เคยมีประวัติการประกาศลงทุนขนาดใหญ่ในอดีต เช่น ดีลเกี่ยวกับโครงข่ายมือถือ ก่อนจะถอยในภายหลัง ทำให้ราคาหุ้นผันผวนตามข่าวค่อนข้างมาก ดังนั้น คนที่อ่านเกมหรือรับรู้ข้อมูลได้เร็วกว่าตลาด ย่อมมีโอกาสได้เปรียบในการเก็งกำไรจากความผันผวนนี้
อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่ ราคาหุ้นขึ้นแปลว่าดี ราคาหุ้นลงแปลว่าไม่ดี เพียงอย่างเดียว
แต่ต้องดูควบคู่กันทั้งมุมมองของราคาหุ้น ฐานะการเงินของบริษัท ที่มีความเสี่ยงจากภาระขาดทุน และพฤติกรรมในอดีตของ JAS ประกอบด้วยเป็นสำคัญ
ธิติ ภัทรยลรดี