ส่องกลยุทธ์ KTAM ครึ่งหลังปี 69 ชี้ธีม AI ยังครอง-เตรียมเปิดกองทุนโทเคน/มอง SET ปี 70 มีลุ้น 1,750 จุด

ข่าวหุ้น-การเงิน Monday June 15, 2026 12:25 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ส่องกลยุทธ์ KTAM ครึ่งหลังปี 69 ชี้ธีม AI ยังครอง-เตรียมเปิดกองทุนโทเคน/มอง SET ปี 70 มีลุ้น 1,750 จุด

บลจ. กรุงไทย (KTAM) มองบวกตลาดหุ้นไทยและต่างประเทศ แม้โลกยังมีความไม่แน่นอนจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง แต่กลุ่มเทคโนโลยี AI ยังไปได้ต่อ ทั้งในฟากตลาดสหรัฐและตลาดเอเชีย โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่ปลดล็อกภาวะเงินฝืด อีกทั้งคาดเฟดจะยังคงดอกเบี้ยไปจนถึงสิ้นปีนี้ช่วยลดแรงกดดัน ส่วนตลาดหุ้นไทย ในปีนี้โดดเด่นมาก EPS ปรับขึ้นมาที่ 98 บาท ยังคงเป้าดัชนี SET ที่ 1,600 จุด แต่ปี 70 SET มีโอกาสขึ้นไป 1,750 จุด ขณะเดียวกัน มีแผนเพิ่มกองทุนใหม่ออกมาเดือนละ 1 กอง เพิ่มบริการที่ใช้เหรียญโทเคนในการซื้อขายกองทุนคาดจะเห็นใน 1-2 เดือนนี้ ตั้งเป้า AUM ปีนี้เพิ่ม 100,000 ล้านบาทเป็น 1.1 ล้านล้านบาท

นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บลจ. กรุงไทย (KTAM) เปิดเผยว่า แนวโน้มในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ตลาดยังคงเผชิญกับความเสี่ยงจากหลายปัจจัย อาทิ ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ความผันผวนของราคาพลังงาน และความเป็นไปได้ที่ภาวะการเงินอาจตึงตัวขึ้นหากเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าที่คาดการณ์ แต่ภาพรวมเศรษฐกิจโลกจะยังคงสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้ โดยมีแรงผลักดันจากปัจจัยบวกเชิงโครงสร้างอย่างการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีที่ก้าวเข้าสู่ช่วง AI Supercycle ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างผลตอบแทนระยะยาว

สำหรับเศรษฐกิจไทย แม้ว่าคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยปีนี้จะอยู่ในระดับต่ำแต่บรรยากาศการลงทุนปรับตัวดีขึ้นจากการผลักดันนโยบายการคลังของภาครัฐ กระแสเงินลงทุนที่ไหลเข้ามา รวมถึงนโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย ทั้งนี้ บลจ.กรุงไทยคาดการณ์ว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะไม่ปรับเปลี่ยนดอกเบี้ยนโยบายอีกในปีนี้

ดังนั้น เรายังมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นต่างประเทศและตลาดหุ้นไทย สำหรับในส่วนของตราสารหนี้ต่างประเทศนั้น ยังคงมีความน่าสนใจจากอัตราดอกเบี้ยที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูงแต่ยังคงมีความผันผวนจึงควรระมัดระวังและหลีกเลี่ยงการลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศระยะยาว ขณะที่ตลาดตราสารหนี้ไทยยังคงทำหน้าที่เป็นแหล่งพักเงินระยะสั้นและช่วยกระจายความเสี่ยงของพอร์ตลงทุนได้ถึงแม้ผลตอบแทนคาดการณ์จากการลงทุนในตราสารหนี้ไทยมีแนวโน้มปรับตัวลดลงจากปัจจัยดอกเบี้ยในประเทศที่อยู่ในระดับต่ำ ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อาจส่งผลให้การลงทุนในตราสารหนี้ไทยระยะยาวยังคงมีความผันผวน ทั้งนี้ บลจ.กรุงไทยยังคงให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ความเสี่ยงและความสามารถในการชำระเงินของผู้ออกตราสารหนี้

ส่วนตลาดที่น่าสนใจหลัก ๆ ได้แก่ ตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่ได้รับแรงหนุนจากโมเมนตัมกำไรและการปฏิรูปภาคธุรกิจ และตลาดกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ที่ระดับราคาหุ้นยังอยู่ในเกณฑ์ถูกและผลกำไรเริ่มฟื้นตัว จึงเป็นโอกาสดีสำหรับการเข้าลงทุนแบบคัดเลือกหุ้นรายตัว (Selective) ด้านตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงขับเคลื่อนด้วยธีมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และความสามารถในการทำกำไรที่แข็งแกร่งแม้ระดับราคาจะค่อนข้างสูง ส่วนตลาดหุ้นเอเชียแปซิฟิกไม่รวมญี่ปุ่น แนะนำเน้นลงทุนในกลุ่มเอเชียเหนือเป็นหลัก เนื่องจากมีทั้งกลุ่มธุรกิจที่เป็นผู้ได้ประโยชน์จากธีม AI และผู้เสียประโยชน์จากราคาน้ำมัน ในขณะที่ตลาดหุ้นยุโรปยังคงต้องเผชิญกับแรงกดดันรอบด้าน ทั้งอุปสงค์ต่างประเทศที่อ่อนแอ ผลกำไรชะลอตัว ความเปราะบางด้านพลังงาน และเงินเฟ้อที่ยังทรงตัวในระดับสูง

*หุ้นไทยปี 69 ไปได้สวย ให้เป้าปี 70 ดีสุดที่ 1,750 จุด

นางชวินดา กล่าวว่า หุ้นไทยพ้นจุดต่ำสุดเมื่อปี 68 แล้วโดยผลตอบแทนติดลบติดต่อมา 3 ปี ที่ผ่านมา ไทยมีปัยหาการเมือง ธรรมาภิบาล (Good Governance) แต่หลังเลือกตั้งการเมืองไทยมีเสถียรภาพ เศรษฐกิจไทยมีทิศทางดีขึ้น รัฐบาลมีงบประมาณที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และที่ผ่านมาหุ้นไทย Laggard ทำให้เงินทุนต่างชาติไหลเข้ามา 5 หมื่นล้านบาท แม้จะขายออกไปแต่ยังซื้อสุทธิ 2 หมื่นล้านบาท โดยปรับคาดการณ์เศรษฐกิจไทยจากเติบโต 1.9% มา 2.3% จากพ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทเป็นปัจจัยบวก

ตลาดหุ้นไทยในช่วง 5 เดือนแรกของปี 69 สามารถสร้างผลการดำเนินงานได้อย่างแข็งแกร่งด้วยการปรับตัวเพิ่มขึ้นถึง 26% ซึ่งเติบโตเหนือกว่าตลาดหุ้นโลก (ACWI) มากถึง 14% แม้ว่าคาดการณ์อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยปีนี้จะอยู่ในระดับต่ำที่ประมาณ 2.3% (ที่มา: บลจ.กรุงไทย, ข้อมูล ณ วันที่ 12 มิ.ย.) จากแรงกดดันด้านการค้าโลก ความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ และภาคท่องเที่ยวที่ชะลอลง อย่างไรก็ดี การผลักดันนโยบายการคลังของภาครัฐ และอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ จะเป็นแรงหนุนสำคัญต่อการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ตลอดจนเม็ดเงินลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ ธีม AI และการเติบโตเชิงโครงสร้าง โดยบริษัทขนาดใหญ่ในหลายอุตสาหกรรมมีโอกาสสร้างการเติบโตของกำไรจากธีมดังกล่าว ทั้งยังได้รับประโยชน์โดยตรงจากกระแสการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI ทั่วโลก ผ่านความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นและการขยายตัวของการลงทุนใน Data Center

ตลาดหุ้นไทยในปี 69 กำไรบจ.เติบโตกระจายทุก Sector ซึ่งปัจจุบันมี P/E 15.6 เท่า กำไรต่อหุ้น (EPS) ถูกปรับขึ้นเป็น 98 บาท ด้าน Valuation -1 SD มองว่าไม่ได้ถูกมาก โดยบลจ.กรุงไทยยังคงเป้าดันี SET ปีนี้ที่ 1,600 จุด ส่วนปี 70 คาด EPS 103 บาท บน P/E 16 เท่า ดัชนี SET คาดอยู่ในกรอบ 1,648-1,650 จุด หาก P/E 17 เท่า ดัชนี SET ที่ 1,750 จุด

*ครึ่งปีหลังลุยออกกองทุนใหม่ ดัน AUM แตะ 1.1 ล้านลบ.

นางชวินดา กล่าวว่า ในปี 69 บลจ.กรุงไทยมีเป้าหมายเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การจัดการ (AUM) 100,000 ล้านบาทเป็น 1,100,000 ล้านบาท โดยตั้งแต่ต้นปี-ปัจจุบัน AUM เพิ่มขึ้น 40,000 หมื่นล้านบาท คาดว่าในครึ่งปีหลังจะสามารถทำได้ตามเป้า โดย KTAM ได้ร่วมมือกับธนาคารกรุงไทย (KTB) ในการเสนอขายกองทุนใหม่ที่มีแผนเสนอขายกองทุนใหม่อย่างน้อยเดือนละ 1 กอง โดยใน 1-2 เดือนข้างหน้าจะเสนอขายกองทุนที่ให้บริการซื้อขายด้วยเหรียญโทเคน ร่วมกับ KTB ในการซื้อกองทุน ซึ่งระยะแรกกองทุนนี้ลงทุนตราสารหนี้ระยะสั้นก่อน เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้กับนักลงทุน ซึ่งกองนี้จะสามารถซื้อขายได้รับเงินภายในวันที่ทำรายการ ที่จะมี Wallet เหรียญโทเคน นอกจากนี้ ยังมีแผนเชิงรุกการบริหารจัดการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพด้วย

นอกจากนี้คาดหวังจะเพิ่มทุนกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานเพื่ออนาคตประเทศไทย (Thailand Future Fund หรือ TFFIF) ที่จะตอบสนองภาครัฐในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ที่รัฐบาลมีนโยบายให้รัฐวิสาหกิจระดมทุนด้วยตัวเองเพื่อไม่ให้เป็นภาระงบประมาณ

ปัจจุบัน บลจ.กรุงไทย มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิภายใต้การจัดการ (AUM) รวม 1,062,024 ล้านบาท โตขึ้นจากสิ้นปี 68 อยู่ที่ 4.8% คิดเป็นส่วนแบ่งการตลาดที่ 10.1% โดยแบ่งเป็น กลุ่มธุรกิจกองทุนรวม (Mutual Fund) 825,698 ล้านบาท (ส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ 12.4%) กลุ่มธุรกิจกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) 172,638 ล้านบาท (ส่วนแบ่งตลาด 10.5%) และกลุ่มธุรกิจกองทุนส่วนบุคคล (Private Fund) 63,687 ล้านบาท (ส่วนแบ่งตลาด 2.9%) (ข้อมูล : AIMC ณ 30 เม.ย. 69)

นอกจากนี้ KTAM นำเสนอกลยุทธ์การลงทุน เนื่องจากภาวะตลาดที่มีความผันผวนสูงและจำเป็นต้องพึ่งพาปัจจัยที่เกิดขึ้นในอนาคต ทาง KTAM จึงแนะนำกลยุทธ์การลงทุนที่เน้น "การจัดพอร์ตแบบสมดุล (Balanced Portfolio)" ซึ่งเป็นการกระจายความเสี่ยงในสินทรัพย์หลากหลายประเภทเพื่อรับมือกับความผันผวน โดยมุ่งเน้นกลุ่มธุรกิจที่สามารถเติบโตไปกับกระแสการลงทุนในกลุ่มเทคโนโลยีและมีโมเมนตัมของกำไรที่ปรับตัวดีขึ้น รวมถึงกลุ่มที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นเพื่อช่วยลดผลกระทบจากสถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง

ทั้งนี้ KTAM จึงแนะนำกองทุนที่เหมาะสมกับสถานการณ์ ดังนี้

- กองทุนเปิดเคแทม เอเชีย โกรท อิควิตี้ ฟันด์ (KT-ASIAG) โดยกองทุนหลักเน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทที่มีแนวโน้มการเติบโตที่ดี ในภูมิลำเนาหรือดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจหลักในภูมิภาคเอเชีย (ยกเว้นญี่ปุ่น) รวมถึงตลาดเกิดใหม่ และกองทุนเปิดเคแทม Japan All Cap Equity (KT-JAPANALL) โดยกองทุนหลักเน้นลงทุนในหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ญี่ปุ่น ทั้งขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ โดยมุ่งเน้นในบริษัทที่มีมูลค่าต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง กองทุนเปิดเคแทม เวิลด์ เทคโนโลยี อาร์ทิฟิเชียล อินเทลลิเจนซ์ อิควิตี้ ฟันด์ (KT-WTAI) (ความเสี่ยงระดับ 6) เน้นลงทุนใน Allianz Global Artificial Intelligence (กองทุนหลัก) โดยกองทุนหลักเน้นลงทุนในหุ้นทั่วโลกที่ได้รับประโยชน์จากวิวัฒนาการของปัญญาประดิษฐ์

- กลุ่มกองทุน "KTWC Series" ซึ่งเป็นกองทุนผสม เน้นลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวม และ/หรือกองทุนรวม ETF ในต่างประเทศ ที่มีนโยบายลงทุนทั้งหุ้น ตราสารหนี้ ตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน ทรัพย์สินทางเลือก โดยจะลงทุนอย่างน้อยตั้งแต่ 2 กองทุนขึ้นไปโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 ของ NAV โดยจะลงทุนในกองทุนใดกองทุนหนึ่งไม่เกิน 79% ของ NAV สำหรับกลุ่มกองทุน KTWC Series (ความเสี่ยงระดับ 5) มีจำนวน 4 กองทุน ประกอบด้วย

- กองทุนเปิดกรุงไทย World Class Growth (KTWC-GROWTH) กองทุนจะลงทุนในหุ้นโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่น้อยกว่า 60% ของ NAV , กองทุนเปิดกรุงไทย World Class Moderate (KTWC-MODERATE) กองทุนจะลงทุนในหุ้นโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่เกิน 70% ของ NAV และกองทุนเปิดกรุงไทย World Class Income (KTWC-INCOME) เน้นสร้างกระแสรายได้จากแหล่งที่มาที่มีความหลากหลายในตราสารหนี้ประเภทต่าง ๆ ทั่วโลก อย่างไรก็ตาม จะกำหนดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่เกิน 30% ของ NAV และอาจลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนรวมอื่นโดยเฉลี่ยในรอบปีบัญชีไม่เกิน 20% ของ NAV ทั้งนี้ กลยุทธ์และสัดส่วนการลงทุนในกลุ่มกองทุน KTWC Series สามารถเปลี่ยนแปลงได้ โดยขึ้นอยู่กับดุลพินิจของทางผู้จัดการกองทุน (ที่มา: KTAM, ข้อมูล ณ 31 มี.ค.69)


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ