มองมุมต่าง: หุ้นกลุ่ม ETRON กับโจทย์ใหญ่ตลาดหุ้นไทยที่กลายเป็นทั้ง "คันเร่ง" และ "เบรก"ของ SET INDEX

ข่าวหุ้น-การเงิน Friday June 19, 2026 13:45 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

มองมุมต่าง: หุ้นกลุ่ม ETRON กับโจทย์ใหญ่ตลาดหุ้นไทยที่กลายเป็นทั้ง

หุ้นกลุ่ม ETRON กำลังกลายเป็นคำถามสำคัญของตลาดหุ้นไทยว่าแท้จริงแล้วเป็น "พระเอก" หรือ "ผู้ร้าย" กันแน่

เพราะในวันที่ตลาดมี story เกี่ยวกับหุ้นกลุ่มนี้ขึ้นมา ก็พลอยทำให้ภาพรวมตลาดหุ้นไทยยังดูมีอนาคต มีธีม AI มีซัพพลายเชนโลก มีมุมมองของการเติบโต และมีหุ้นที่สามารถดึง Fund Flow ให้ไหลกลับมาได้

แต่ในเวลาที่ต่างกัน หุ้นกลุ่มเดียวกันนี้ก็ทำให้ตลาดถูกตั้งคำถามมากที่สุดเช่นกันว่าดัชนีที่ขึ้นแรงนั้นสะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจจริงหรือไม่ หรือเป็นเพียงแรงเหวี่ยงของหุ้นไม่กี่ตัว โดยเฉพาะ หุ้น บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) [DELTA] ที่วันนี้ไม่ได้เป็นเพียงหุ้นตัวหนึ่งในตลาด แต่จะเป็นทั้ง "คันเร่ง" และ "เบรก" ของ SET Index บ้านเราไปเรียบร้อยแล้ว

ภาพที่เห็นชัดที่สุดคือ ทุกครั้งที่หุ้น DELTA ปรับตัวขึ้นแรง ตลาดหุ้นไทยมักดูเหมือนสดใสขึ้นทันที ดัชนีพุ่งแรง มูลค่าตลาดรวมขยาย นักลงทุนเริ่มกลับมาสนใจตลาดหุ้นไทยในเชิงบวก ยอดกด Like กด Share ตามสื่อโซเชียลทั้งหลายมีความคึกคักตามไปด้วย

แต่เมื่อ DELTA ร่วงหนัก ภาพเดียวกันก็กลับด้านทันที แม้หุ้นจำนวนมากอาจไม่ได้ปรับตัวลงแรงตาม หรือบางวันหุ้นส่วนใหญ่ในตลาดแทบไม่ได้มีปัจจัยลบมากนัก แต่แรงกดจากหุ้นขนาดใหญ่เพียงตัวเดียว นำพาให้อารมณ์และความรู้สึกว่ามันสามารถทำให้ดัชนีทั้งตลาดดูแย่ลงได้ทันที

นี่อาจจะเป็นปัญหาของตลาดหุ้นที่มีหุ้นขนาดใหญ่ชี้นำดัชนีมากเกินไป เพราะดัชนีเริ่มไม่ได้สะท้อนภาพความเป็นจริงของตลาดโดยรวมอย่างเต็มที่ แต่เล่าเรื่อง "หุ้นนำตลาด" มากขึ้นเรื่อย ๆ และทิศทางดังกล่าวก็ไม่ได้เกิดขึ้นแต่เฉพาะตลาดหุ้นไทยเพียงที่เดียว แต่เกิดขึ้นกับตลาดทั่วโลก

หากมองในมุมของ "พระเอก" ETRON คือกลุ่มที่ช่วยให้ตลาดหุ้นไทยไม่ถูกทิ้งไว้ข้างหลังในยุค AI โลกกำลังให้พรีเมียมกับเซมิคอนดักเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ระบบไฟฟ้า ดาต้าเซ็นเตอร์ ชิ้นส่วน PCB Photonics และโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ AI หุ้นที่เกี่ยวข้องกับห่วงโซ่เหล่านี้จึงถูกมองใหม่จากเดิมที่เป็นเพียงหุ้นวัฏจักรส่งออก กลายเป็นหุ้นที่มีธีมระดับโลกเข้ามาหนุน

ความน่าสนใจของ ETRON จึงไม่ใช่แค่ผลประกอบการไตรมาสต่อไตรมาส แต่คือการถูกเชื่อมเข้ากับภาพใหญ่ของโลก ตั้งแต่ AI server, Power management, Cooling system, Automotive electronics, Robotics ไปจนถึง Supply chain ที่กำลังตึงตัวในตอนนี้

ในตลาดหุ้นไทยที่ขาดหุ้นเติบโตขนาดใหญ่จำนวนมาก หุ้น ETRON จึงทำหน้าที่เหมือนหน้าต่างที่เปิดให้ตลาดหุ้นไทยได้เชื่อมกับเมกะเทรนด์โลก ถ้าไม่มีหุ้นกลุ่มนี้ ดัชนีไทยอาจถูกมองว่าเต็มไปด้วยหุ้นเศรษฐกิจเก่า ธนาคาร พลังงาน ค้าปลีก อสังหาริมทรัพย์ และหุ้นปันผลที่โตช้า

การมี DELTA, HANA, KCE, TEAM, SMT หรือหุ้นเทคโนโลยีอื่น ๆ จึงช่วยเติม Story ให้กับตลาด และเป็นหลักฐานว่าตลาดหุ้นไทยยังมีบริษัทบางส่วนที่อยู่ในซัพพลายเชนโลกที่ไม่ได้พึ่งพาเศรษฐกิจในประเทศเพียงอย่างเดียว

กลับมาในมุมของภาพการเป็น "ผู้ร้าย" ปัญหาเริ่มเกิดขึ้นเมื่อราคาหุ้นวิ่งนำพื้นฐานเร็วเกินไป หรืออาจจะมีความต้องการที่มากเกินจำนวนที่มีอยู่ จนไปส่งผลกระทบต่อดัชนีของตลาดจริง เมื่อหุ้นตัวหนึ่งมีมูลค่าตลาดรวม (Mkt cap) มากจนการขยับขึ้นลงเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์สามารถเปลี่ยนอารมณ์ทั้งตลาดได้

นักลงทุนก็เริ่มแยกไม่ออกว่า SET Index กำลังขึ้นเพราะตลาดดี หรือขึ้นเพราะ DELTA ดี หรือกำลังลงเพราะตลาดแย่กันแน่

นี่คือจุดที่ ETRON จาก "พระเอก" เริ่มถูกมองเป็น "ผู้ร้าย" เพราะมันทำให้ภาพตลาดหุ้นไทยบิดเบี้ยว

ความย้อนแย้ง อีกด้านที่อยู่ในตัวเดียวกัน คือ ตลาดหุ้นทั่วโลกก็มีหุ้นนำดัชนีเช่นกัน สหรัฐฯ มีหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ไม่กี่ตัวที่มีอิทธิพลสูงต่อ S&P 500 และ Nasdaq, ไต้หวันมี TSMC เป็นหัวใจของตลาด, เกาหลีใต้มี Samsung Electronics และ SK Hynix เป็นแกนสำคัญ

ดังนั้น การที่ตลาดหนึ่งจะถูกขับเคลื่อนด้วยหุ้นขนาดใหญ่ไม่กี่ตัว ไม่ใช่เรื่องผิดปกติในโลกการลงทุนยุคใหม่ แต่ความต่างอยู่ที่โครงสร้างตลาด กติกากำกับดูแล สภาพคล่อง ฐานนักลงทุน และความลึกของตลาดต่างหาก

ในต่างประเทศ หุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ หรือ เซมิคอนดักเตอร์ที่ขึ้นแรงอาจไม่ได้ถูกควบคุมด้วยวิธีเดียวกับตลาดหุ้นไทยเสมอไป ในตลาดที่พัฒนาแล้วมักใช้ระบบกำกับแบบเน้น กลไกตลาดและความต่อเนื่องของราคาเช่น Circuit breaker, Limit up-Limit down, Volatility Interruption, Short Sale Rule หรือระบบหยุดพักการซื้อขายชั่วคราวเมื่อราคาผันผวนผิดปกติ

จุดประสงค์หลักไม่ใช่การบังคับนักลงทุน แต่เป็นการลดความเสี่ยงจากความผันผวนฉับพลัน ให้ตลาดมีเวลาซึมซับข้อมูล และป้องกันราคาหลุดกรอบจนเกิดภาวะแพนิก หรือ Flash Crash

ขณะที่ตลาดหุ้นไทยมีเครื่องมือที่นักลงทุนคุ้นเคยคือ Cash Balance และมาตรการกำกับการซื้อขายระดับต่าง ๆ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อพฤติกรรมของนักลงทุน เพราะเมื่อหุ้นเข้ามาตรการ นักลงทุนต้องซื้อด้วยเงินสดเต็มจำนวน ไม่สามารถใช้วงเงินซื้อขายปกติได้ ส่งผลให้แรงเก็งกำไรลดลงทันที โดยเฉพาะนักลงทุนที่ใช้วงเงินสูงหรือเล่นรอบสั้น มาตรการนี้มีข้อดีคือช่วยลดความร้อนแรงและลดความเสี่ยงจากการเก็งกำไรเกินตัว

แต่ข้อเสียคืออาจทำให้สภาพคล่องหายอย่างรวดเร็ว ราคาผันผวนแรงขึ้นในบางจังหวะ และทำให้หุ้นที่กำลังเป็นตัวแทนของธีมใหญ่ระดับโลกถูกมองผ่านเลนส์ของการเป็น "หุ้นเก็งกำไร" มากกว่า "หุ้นเติบโต" ไปในบัดดล

นี่คือความต่างสำคัญระหว่างการควบคุมหุ้น ETRON ในตลาดหุ้นไทยกับต่างประเทศ ในต่างประเทศ ตลาดมักยอมให้หุ้นที่มีธีมใหญ่และกำไรเติบโตสูงถูกให้มูลค่าแพงได้ ตราบใดที่ข้อมูลเปิดเผยเพียงพอ มีสภาพคล่องสูง และระบบซื้อขายมีเครื่องมือรองรับความผันผวน

แต่ในไทย เมื่อหุ้นขึ้นแรงมาก ตลาดมักต้องใช้มาตรการกำกับเฉพาะตัว เพื่อเตือนและลดความเสี่ยงให้กับนักลงทุนรายย่อย ซึ่งสะท้อนว่าโครงสร้างตลาดไทยยังเปราะบางกว่า ฐานหุ้นเติบโตขนาดใหญ่มีน้อยกว่า และดัชนีถูกกระทบจากหุ้นบางตัวมากกว่า

ในระหว่างที่เขียนบทความนี้มามาจนถึงบรรทัดนี้ ทำให้เกิดความคิดที่ว่าการตั้งคำถาม ไม่ควรหยุดอยู่แค่ว่า ETRON เป็น "พระเอก" หรือ "ผู้ร้าย" เพราะคำตอบจริงอาจเป็นทั้งสองอย่างพร้อมกัน

ETRON เป็น "พระเอก" ในวันที่มันช่วยให้ตลาดหุ้นไทยมีเรื่องเล่าใหม่ มีธีม AI มีแรงดึงดูดจากนักลงทุน และทำให้ตลาดไทยยังไม่หลุดจากกระแสเทคโนโลยีโลก

แต่ ETRON ก็กลายเป็น "ผู้ร้าย" ได้ในวันที่ราคาวิ่งเร็วเกินไป จนทำให้ดัชนีดูดีเกินจริง หรือร่วงแรงจนทำให้ตลาดดูแย่เกินจริง ทั้งที่หุ้นจำนวนมากในตลาดไม่ได้เกี่ยวข้องกับปัจจัยเหล่านั้นโดยตรง

กรณี DELTA จึงเป็นบทเรียนใหญ่ของตลาดหุ้นไทย ไม่ใช่แค่บทเรียนเรื่องหุ้นแพงหรือหุ้นขึ้นแรง แต่เป็นบทเรียนเรื่องโครงสร้างดัชนี เมื่อหุ้นตัวเดียวสามารถสร้างผลกระทบต่อ SET Index ได้มหาศาล

นักลงทุนต้องระวังการอ่านตลาดจากดัชนีเพียงตัวเดียว เพราะวันที่ SET บวกแรง อาจไม่ได้แปลว่าหุ้นส่วนใหญ่ดีขึ้น และวันที่ SET ลบแรง อาจไม่ได้แปลว่าตลาดทั้งตลาดพังลง การดูภาพรวมของจำนวนหุ้นบวกหุ้นลบ มูลค่าซื้อขายรายกลุ่ม และแรงซื้อขายของหุ้นขนาดกลางกับเล็ก จึงสำคัญมากขึ้น

ในอีกมุมหนึ่ง ตลาดหลักทรัพย์ฯ เองก็เผชิญโจทย์ยาก เพราะถ้าปล่อยให้หุ้นขนาดใหญ่ขึ้นลงแรงโดยไม่มีการเตือน ก็อาจถูกผู้ใหญ่ หรือคนรุ่นเก่า ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ว่าทำไมปล่อยให้ตลาดร้อนแรงเกินไป แต่ถ้าใช้มาตรการเข้มเกินไป ก็อาจถูกมองว่าสกัดหุ้นเติบโต จากคนกลุ่มใหม่ และทำให้ตลาดไทยไม่สามารถสร้างหุ้นระดับโลกได้

ปัญหาจึงไม่ใช่แค่การ มีกฎ หรือ ไม่มีกฎ แต่คือการออกแบบกฎให้สมดุลระหว่างการคุ้มครองนักลงทุนกับการเปิดพื้นที่ให้ตลาดให้มูลค่ากับธุรกิจที่เติบโตจริง

เพราะท้ายที่สุดหุ้นกลุ่ม ETRON ไม่ใช่ "พระเอก" ที่บริสุทธิ์ และไม่ใช่ "ผู้ร้าย" ที่ควรถูกกล่าวโทษทั้งหมด มันคือกระจกสะท้อนตลาดหุ้นไทยในยุคใหม่

ตลาดที่กำลังอยากมีหุ้นเทคโนโลยี อยากมีหุ้นเติบโต อยากเชื่อมกับเมกะเทรนด์โลก แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีโครงสร้างบางๆ ที่ไปคาบเกี่ยวกับหุ้นนำตลาดที่มีน้อย และกฎกำกับดูแลยังต้องรับมือกับความผันผวนเฉพาะตัว

DELTA และหุ้นกลุ่ม ETRON จึงไม่ได้ทำให้ตลาดหุ้นไทย ดี หรือ แย่ ด้วยตัวเอง แต่ทำให้เราเห็นความจริงชัดขึ้นว่า ตลาดหุ้นไทยต้องการหุ้นเติบโตมากกว่านี้ ต้องการบริษัทเทคโนโลยีคุณภาพมากกว่านี้ ต้องการดัชนีที่ไม่พึ่งหุ้นเพียงไม่กี่ตัวมากเกินไป และต้องการกติกาที่ไม่เพียงแค่เบรกความร้อนแรง แต่ต้องช่วยสร้างตลาดที่มีความแข็งแรง และแข่งขันกับตลาดโลกได้จริง เหมือนอย่างที่ผู้เขียน เคยเขียนบทความเรื่อง "AI Supply Chain โจทย์ใหม่ของตลาดหุ้นไทย ในการสร้าง Market Cap ยุคดิจิทัล" เมื่อต้นสัปดาห์นี้

เพราะในที่สุด ถ้าตลาดมีหุ้นเติบโตมากพอ DELTA จะไม่ถูกมองว่าแบกตลาดมากเกินไป ถ้าดัชนีมีโครงสร้างสมดุลกว่านี้ หุ้นกลุ่ม ETRON จะไม่ถูกกล่าวหาว่าทำให้ตลาดบิดเบี้ยว และถ้ากฎกำกับดูแลพัฒนาไปพร้อมกับคุณภาพของตลาด หุ้นกลุ่มนี้ก็อาจไม่ต้องถูกถามอีกว่าเป็น "พระเอก" หรือ "ผู้ร้าย" แต่อาจถูกมองในฐานะสิ่งที่ตลาดหุ้นไทยควรมีมากขึ้น เพียงแต่ต้องมีในจำนวนที่มากพอ คุณภาพที่ชัดพอ และกติกาที่เหมาะสมพอจะรองรับการเติบโตในอนาคตที่จะเกิดขึ้น นั่นเอง

ธิติ ภัทรยลรดี


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ