นายอุทัย อุทัยแสงสุข กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.แสนสิริ [SIRI] กล่าวว่า บริษัทคาดว่าแนวโน้มผลการดำเนินงานไตรมาส 2/69 จะมีการเติบโตขึ้นเลึกน้อยจากไตรมาสแรกที่ผ่านมา ซึ่งมาจากการที่บริษัทเดินหน้าไนการโอนโครงการคอนโดมิเนียมที่ก่อสร้างแล้วเสร็จ และโครงการที่พร้อมอยู่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับการที่มีการทำกิจกรรมส่งเสริมการขาย ทำโปรโมชั่น และการตลาดต่างๆอย่างต่อเนื่อง เพื่อกระตุ้นยอดขาย โดยเฉพาะในส่วนของโครงการแนวราบที่ตลาดในปีนี้อาจจะไม่คึกคักมาก และในส่วนของมูลค่ายอดขายรอโอน (Backlog) ของบริษัทอยู่ที่ 2.5-2.7 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะทยอยโอนเข้ามาต่อเนื่องใน 3 ปีนี้
สำหรับตลาดคอนโดมิเนียมในช่วงที่ผ่านมา ยังคงมียอดขายในระดับที่น่าพอใจ โดยเฉพาะโครงการในจังหวัดหัวเมืองท่องเที่ยวอย่างภูเก็ต และพัทยา ซึ่งได้รับปัจจัยสนับสนุนจากกำลังซื้อของลูกค้าต่างชาติ ส่งผลให้ยอดขายในหลายโครงการยังอยู่ในระดับสูง โดยที่ในช่วงครึ่งปีหลังก็เตรียมเปิดโครงการทั้งแนวราบ และคอนโดมิเนียมรวมกันกว่า 10 โครงการ และยังคงเป้าหมายยอดขายในปีนี้ไว้ที่ 4.8 หมื่นล้านบาท และยอดโอน 3.9 หมื่นล้านบาท
ด้านแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ยังเป็นลักษณะการประคองตัว เนื่องจากปัจจุบันยังไม่เห็นปัจจัยบวกที่ชัดเจนที่จะเข้ามากระตุ้นตลาดอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งธุรกิจอสังหาริมทรัพย์จะเป็นอุตสาหกรรมที่เติบโตตามหลังภาวะเศรษฐกิจ หากเศรษฐกิจในระดับประเทศยังไม่เติบโต อสังหาริมทรัพย์จะยากที่จะเติบโตแบบก้าวกระโดด
อย่างไรก็ตามหวังในฐานะของผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์ก็ยังคาดหวังให้รัฐบาลพิจารณาต่ออายุมาตรการกระตุ้นอสังหาริมทรัพย์ที่จะหมดอายุในช่วงเดือนมิ.ย.นี้ ทั้งมาตรการลดค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนองเหลือ 0.01% หลังจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ขยายเวลาผ่อนคลาย.เกณฑ์ LTV ไปแล้ว และอยากให้เข้ามาดูแลมาตรการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยสินเชื่อ เพราะปัจจุบันมีคนจำนวนมากที่มีความต้องการที่อยู่อาศัย แต่ไม่สามารถเข้าถึงหรือได้รับอนุมัติสินเชื่อจากธนาคารได้ เนื่องจากสถาบันการเงินยังมีความกังวลในการปล่อยกู้ ทำให้ส่งผลกระทบอย่างมาก โดยเฉพาะกับกลุ่มที่อยู่อาศัยในราคาที่เข้าถึงง่าย ซึ่งรัฐบาลหรือธปท.จึงควรเข้ามาช่วยหาวิธีกระตุ้นเพื่อให้คนในระดับรากหญ้าหรือกลุ่มที่ต้องการบ้านราคาประหยัดสามารถเป็นเจ้าของบ้านได้จริง
ส่วนราคาต้นทุนวัสดุก่อสร้างที่ปรับเพิ่มขึ้น บริษัทมีการบริหารจัดการโดยการล็อกราคาสินค้าและวัสดุก่อสร้าง ไว้ล่วงหน้าตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา ทำให้ต้นทุนขยับขึ้นอย่างช้าๆ แต่ในระยะยาวบริษัทมีความจำเป็นต้องปรับราคาโครงการใหม่ขึ้นตามต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ผู้ประกอบการทุกรายต้องเผชิญในลักษณะเดียวกัน
นอกจากนี้บริษัทยังมองเห็นความสำคัญของการขับเคลื่อนองค์กรผ่านกลยุทธ์ "Green Up 2026" เพื่อมุ่งยกระดับการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์สู่มาตรฐาน "Thailand Taxonomy" เพื่อรองรับเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยSIRIได้เน้นย้ำว่าความยั่งยืนคือโอกาสสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มและขีดความสามารถทางการแข่งขันใหม่ โดยบริษัทตั้งเป้าหมายลดการปล่อยคาร์บอนลง 20% ภายในปี 73 และมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero ในปี 93 ซึ่งปัจจุบันดำเนินการคืบหน้าไปแล้ว 14% ซึ่งเป็นการเดินหน้าสู่การสร้างความยั่งยืนสามารถเชื่อมโยงกับโอกาสทางธุรกิจ และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อย่างเป็นรูปธรรม