ฟิทช์ คงอันดับเครดิตของ TTB ที่ BBB แนวโน้มเป็นลบ และ AA+(tha) แนวโน้มมีเสถียรภาพ

ข่าวหุ้น-การเงิน Tuesday June 23, 2026 15:00 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ฟิทช์ เรทติ้งส์ ประกาศคงอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะยาว (Long-Term Issuer Default Rating) ของธนาคารทหารไทยธนชาต [TTB] ที่ BBB แนวโน้มอันดับเครดิตเป็นลบ

พร้อมกันนี้ฟิทช์ได้คงอันดับเครดิตสนับสนุนจากรัฐบาล (Government Support Rating: GSR) ของธนาคารที่ bbb อันดับความแข็งแกร่งทางการเงิน (Viability Rating: VR) ที่ bbb- และอันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะสั้นที่ F2

ทั้งนี้ ฟิทช์ ยังประกาศคงอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวที่ AA+(tha) โดยมีแนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ

ปัจจัยสนับสนุนอันดับเครดิต

การสนับสนุนจากรัฐบาลเป็นปัจจัยหนุนอันดับเครดิต: อันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศและอันดับเครดิตภายในประเทศของ TTB

มีปัจจัยในการพิจารณามาจากอันดับเครดิตสนับสนุนจากรัฐบาล ซึ่งสะท้อนถึงมุมมองของฟิทช์ว่ามีโอกาสสูงที่รัฐบาลไทย (BBB+/Negative) จะให้การสนับสนุนเป็นพิเศษ (extraordinary support) แก่ธนาคาร ในกรณีที่จำเป็น

อันดับเครดิตสากลสกุลเงินต่างประเทศระยะสั้น ที่ F2 เป็นตัวเลือกที่สูงกว่า สะท้อนถึงโอกาสที่รัฐบาลจะให้การสนับสนุนแก่ธนาคารมีความแน่นอนมากกว่าในระยะสั้น

อันดับเครดิตภายในประเทศยังพิจารณาถึงโครงสร้างเครดิตของ TTB เปรียบเทียบกับธนาคารหรือบริษัทอื่นที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตภายในประเทศด้วยและสะท้อนถึงความคาดหมายว่าธนาคารมีความเสี่ยงในการผิดนัดชำระหนี้อยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับธนาคารหรือบริษัทอื่นในประเทศ

อันดับเครดิตสนับสนุนจากรัฐบาลสะท้อนถึงความสำคัญเชิงระบบของธนาคาร: อันดับเครดิตสนับสนุนจากรัฐบาลของ TTB สะท้อนมุมมองของฟิทช์ว่ามีความเป็นไปได้สูงที่รัฐบาลจะให้การสนับสนุนเป็นพิเศษแก่ธนาคารในกรณีที่จำเป็น โดย TTB เป็นหนึ่งในหกธนาคารที่มีความสำคัญเชิงระบบในประเทศ (D-SIB) ซึ่งสะท้อนถึงขนาดและระดับความเชื่อมโยงกับระบบเศรษฐกิจและการเงิน นอกจากนี้อันดับเครดิตสนับสนุนจากรัฐบาล

ยังพิจารณารวมถึงการถือหุ้นบางส่วนจากกระทรวงการคลัง แต่ทั้งนี้ประเด็นดังกล่าวจะไม่ใช่ปัจจัยหลักในการกำหนดอันดับเครดิต

ภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอจำกัดการเติบโตของธนาคาร: เศรษฐกิจไทยยังคงขยายตัวในอัตราที่ช้ากว่าประเทศอื่นในภูมิภาค ซึ่งจำกัดศักยภาพการเติบโตของธนาคาร แม้ว่าผลการดำเนินงานโดยรวมของธนาคารไทยที่ผ่านมายังคงอยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างดี อันดับคะแนนปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมในการดำเนินงานของภาคธนาคารไทยสะท้อนมุมมองของฟิทช์ที่ว่ารัฐบาลไทยมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและเสถียรภาพของตลาดการเงิน

เครือข่ายธุรกิจลูกค้ารายย่อยภายในประเทศที่แข็งแกร่ง: TTB เป็นธนาคารที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับหกของประเทศไทย มีจุดแข็งเป็นพิเศษในด้านการให้บริการลูกค้ารายย่อยและด้านธุรกรรมธนาคาร (transactional banking) อีกทั้งยังเป็นผู้นำตลาดในสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ การพิจารณาอันดับคะแนนด้านโครงสร้างธุรกิจยังสะท้อนถึงการที่ธนาคารมีขนาดธุรกิจที่เล็กกว่าและมีความหลากหลายในผลิตภัณฑ์น้อยกว่าธนาคารขนาดใหญ่อื่น ซึ่งอาจเป็นปัจจัยจำกัดความสามารถในการหารายได้ในระยะยาวได้ ฟิทช์มองว่าโครงสร้างธุรกิจเป็นปัจจัยสำคัญที่จำกัดอันดับความแข็งแกร่งทางการเงินของธนาคาร

โครงสร้างความเสี่ยงที่ค่อนข้างทรงตัว: โครงสร้างความเสี่ยงของ TTB สะท้อนถึงความสม่ำเสมอในการรักษาระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (risk appetite) และผลิตภัณฑ์ของธนาคารที่มีความหลากหลายน้อยกว่าธนาคารขนาดใหญ่ มาตรฐานในการพิจารณาสินเชื่อและการอนุมัติการให้สินเชื่อของธนาคารมีความเข้มงวดเพิ่มขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา ส่งผลให้สินเชื่อรวมของธนาคารหดตัวลง 11% ในช่วงตั้งแต่ธันวาคม 2566 ถึงมีนาคม 2569 ซึ่งน่าจะช่วยลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต ฟิทช์คาดว่า TTB จะยังคงมีความระมัดระวังในการเติบโตสินเชื่อต่อไปในอีก 1-2 ปีข้างหน้า

ความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ยังคงอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้: อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวมของ TTB ปรับขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 3.3% ในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 ( ปี 2568: 3.2%, 2567: 3.1%) ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากยอดสินเชื่อที่ลดลง ฟิทช์คาดว่าธนาคารจะได้รับแรงกดดันเพิ่มเติมในปี 2569-2070 เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจยังคงมีแนวโน้มที่อ่อนแอ แต่อย่างไรก็ตามการธนาคารน่าจะยังมีความสามารถในการรองรับความเสี่ยงที่เพียงพอ ด้วยอัตราส่วนสำรองหนี้สูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพที่ 154% ในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 ( ปี 2568: 152%)

ความสามารถในการทำกำไรที่ดีขึ้นต่อเนื่อง: ฟิทช์ได้ปรับเพิ่มอันดับคะแนนปัจจัยด้านรายได้และความสามารถในการทำกำไรของธนาคาร เป็น bbb- /แนวโน้มอันดับคะแนนมีเสถียรภาพ จาก bb+/แนวโน้มอันดับคะแนนเป็นบวก ธนาคารมีอัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานต่อสินทรัพย์เสี่ยงที่ 1.9% ในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 ( ปี 2568: 1.8%) และฟิทช์คาดว่าธนาคารจะยังคงสามารถรักษาอัตราส่วนดังกล่าวให้อยู่ในระดับที่สูงกว่า 1.5% ได้แม้เผชิญแรงกดดันบ้างในปี 2569 จากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลง และสภาวะทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ ฟิทช์ไม่คาดว่าค่าใช้จ่ายในการตั้งสำรองหนี้สูญจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากระดับสำรองหนี้สูญ ณ ปัจจุบันน่าจะเพียงพอ

ฐานะเงินกองทุนที่ยังคงแข็งแกร่ง: อัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของผู้ถือหุ้นสามัญต่อสินทรัพย์เสี่ยง (CET1 ratio) ของ TTB อยู่ที่ 17.7% ในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 ( ปี 2568: 17.5%, ปี 2567: 16.9%) ฟิทช์คาดว่าอัตราส่วนดังกล่าวได้ผ่านจุดสูงสุดแล้วและมีแนวโน้มที่จะลดลงในปี 2569-2570 เนื่องจากแผนการซื้อหุ้นคืนที่ได้มีการขยายระยะเวลาออกไป อย่างไรก็ตาม ผลกระทบจากการซื้อหุ้นคืนน่าจะถูกลดทอนลงบ้างจากผลกำไรที่ต่อเนื่อง และการเติบโตของสินเชื่อในระดับต่ำ ทั้งนี้ฟิทช์คาดว่าอัตราส่วนเงินกองทุนของธนาคารขั้นต่ำจะอยู่ที่ 16% ซึ่งจะเป็นกันชนที่แข็งแกร่งในการรองรับความเสี่ยงที่ไม่คาดคิดได้

สภาพคล่องที่มีเสถียรภาพ: ฟิทช์คาดว่าความสามารถในการระดมเงินทุนและสภาพคล่องของ TTB จะยังคงมีอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายทางธุรกิจด้านเงินฝากที่แข็งแกร่งของธนาคาร โดยอัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝากอยู่ที่ 94.5% ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2569 (ปี 2568: 95.6%) และธนาคารยังมีฐานะสภาพคล่องที่ดี โดยอัตราส่วนการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องเพื่อรองรับกระแสเงินสดที่อาจไหลออกในภาวะวิกฤต (Liquidity Coverage Ratio) อยู่ที่ 231% ณ สิ้นปี 2568


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ