MILL ปรับเพิ่มเป้ารายได้ปี 55 เป็น 2 หมื่นลบ.-กำไรสูงกว่าปีก่อน

ข่าวหุ้น-การเงิน Monday June 25, 2012 09:42 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายสิทธิชัย ลีสวัสดิ์ตระกูล ประธานกรรมการบริหารและกรรมการผู้จัดการ บมจ.มิลล์คอนสตีลอินดัสทรีส์ (MILL) เปิดเผยว่า บริษัทปรับเพิ่มเป้ารายได้ปี 55 เป็น 2 หมื่นล้านบาท จากเดิมตั้งไว้ที่ 1.7 หมื่นล้านบาท และมั่นใจว่ากำไรสุทธิปีนี้จะสูงกว่าปีก่อนที่ทำได้ 111 ล้านบาท เนื่องจากคาดว่าในช่วงครึ่งปีแรกจะมีรายได้แล้วเกือบ 1 หมื่นล้านบาท หลังความต้องการใช้เหล็กของประเทศไทยในปีนี้ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ โดยทางสมาคมอุตสาหกรรมเหล็กไทยและสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยคาดว่าความต้องการใช้เหล็กของไทยในปีนี้จะเพิ่มเป็น 16 ล้านตัน จากปีก่อนอยู่ที่ 15 ล้านตัน

ประกอบกับโครงการ Green Mill ซึ่งเป็นโครงการผลิตเหล็กคุณภาพสูงพิเศษได้เริ่มเดินเครื่องผลิตเชิงพาณิชย์เป็นที่เรียบร้อยแล้วตั้งแต่ปลายเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา โดยจะรับรู้รายได้เต็มที่ตั้งแต่ไตรมาส 2/55 เป็นต้นไป และจะส่งผลให้ EBITDA Margin ของบริษัทในปีนี้เพิ่มเป็น 8-10% จากปีก่อนที่ 5% เนื่องจากเป็นเหล็กเกรดพิเศษจึงมีราคาขายสูงกว่าเหล็กทั่วไป

"เดิมเราต้องมีการนำเข้า Billet ซึ่งราคาอยู่ที่ประมาณ 650 เหรียญต่อตัน แต่พอมี Green Mill เราสามารถหลอม Billet ได้เอง ซึ่งเศษเหล็กที่เรานำมาหลอมเป็น Billet ปัจจุบ้นราคาประมาณ 400 เหรียญต่อตัน ทำให้ต้นทุนเราถูกลง...Billet ที่เราผลิตมีทั้งระดับ commercial grade ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตเหล็กเส้น เหล็กข้ออ้อย และ Billet ระดับ special grade เพื่อสร้างสินค้า high value added ทำให้อัตราการทำกำไรเราสูงขึ้น"นายสิทธิชัย กล่าว

ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าสัดส่วนรายได้จากการส่งออกในปีนี้เพิ่มเป็น 10% จากปีก่อนไม่ถึง 5% หลังตลาดส่งออกหลักทั้งออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และปาปัวนิวกินี ยังมีความต้องการใช้เหล็กเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และคาดว่าหลังเกิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 58 จะทำให้สัดส่วนรายได้จากการส่งออกเพิ่มเป็น 15% เนื่องจากความต้องการใช้เหล็กของอาเซียนมีสูงถึงกว่า 50 ล้านตัน และบริษัทน่าจะได้ลูกค้าในประเทศเพื่อนบ้านใหม่ๆเข้ามาทั้งพม่าและกัมพูชา

สำหรับความคืบหน้าเรื่องการเข้าซื้อกิจการของบมจ.อุตสาหกรรมเหล็กกล้าไทย (TSSI) ซึ่งเป็นผู้ผลิตเหล็กลวดพิเศษ มูลค่า 3,065 ล้านบาท คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3/55 โดยบริษัทวางแผนใช้กำลังการผลิตจากโรงงานของ TSSI เพียงแค่ครึ่งเดียวหรือที่ 2.5 แสนตันต่อปี ซึ่งจะทำให้บริษัทรับรู้รายได้เพิ่มเข้ามาปีละ 9 พันล้านบาท ทั้งนี้โรงงาน TSSI จะสามารถเดินเครื่องจักรการผลิตได้ภายใน 3-4 เดือน หลังจากการเข้าซื้อกิจการสำเร็จ

"เรื่องการเข้าซื้อสินทรัพย์ของ TSSI ตอนนี้ข้อตกลงระหว่างเรากับเจ้าของจบแล้ว แต่ยังติดข้อกฎหมายบางอย่างก็ขอรอให้เอกสารพร้อมก่อน...ถ้าไม่มี TSSI เข้ามารายได้เราก็คงเติบโตปีละ 5% แต่เมื่อมี TSSI เข้ามาก็จะรับรู้รายได้เพิ่มอีกปีละ 9 พ้นล้าน ซึ่งถ้าดีลจบปีนี้ก็น่าจะทำให้รายได้ของเราในปีหน้ามีโอกาสแตะ 3 หมื่นล้าน"นายสิทธิชัย กล่าว

ปัจจุบัน บริษัทยังไม่มีแผนเข้าซื้อกิจการเพิ่มเติม เนื่องจากรอให้ TSSI ทำกำไรได้ก่อนแล้วค่อยกลับมาพิจารณาเรื่องการซื้อกิจการใหม่ โดยขณะนี้บริษัทมีกระแสเงินสดในมืออยู่ประมาณ 400-500 ล้านบาท


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ