วายแอลจีฯมองราคาทองคำเป็นขาขึ้น แม้ไม่มี QE3 เหตุปัจจัยอื่นยังหนุน

ข่าวหุ้น-การเงิน Tuesday September 11, 2012 12:13 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นางพวรรณ์ นววัฒนทรัพย์ รองประธานกรรมการ บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เปิดเผยว่า แนวโน้มราคาทองคำจากนี้ไปจนถึงสิ้นปี 55 ราคาทองคำเคลื่อนไหวในทิศทางขาขึ้น มีปัจจัยชี้นำราคาที่สำคัญคือการประชุมของคณะกรรมนโยบายการเงิน (FOMC) ของสหรัฐฯ ในวันที่ 13 กันยายนนี้ ซึ่งหากผลการประชุมมีมาตรการ QE3 ออกมา จะเป็นผลบวกต่อราคาทองคำอย่างมาก มีความเป็นไปได้ที่ราคาทองคำจะปรับตัวขึ้นไปถึง 1,850 - 1,920 ดอลลาร์/ออนซ์ หรือ 26,700-27,750 บาท/บาททองคำ ภายในสิ้นปี แต่หากไม่มี QE3 ราคาทองคำสามารถปรับตัวขึ้นได้ที่บริเวณ1,730 - 1,850 ดอลลาร์/ออนซ์ หรือ 25,000 -26,700บาท/บาททองคำ จากการที่ปัจจัยอื่นๆเกื้อหนุนและเชิงเทคนิคที่ราคาทองคำในขณะนี้อยู่ในช่วงปรับฐานและพร้อมที่จะขึ้นในช่วงปลายปี

ทั้งนี้ ช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา ราคาทองคำตลาดโลกปรับเพิ่มขึ้นสูงถึง 124.89 ดอลลาร์/ออนซ์ หรือประมาณ 7.98% ขณะที่ราคาทองคำ 96.5% ในหน่วยของเงินบาท ปรับเพิ่มขึ้นเพียง 1,050 บาท/บาททองคำ หรือประมาณ 4.45% เท่านั้น เนื่องจากวิกฤตยูโรโซนได้ส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์ได้ปรับตัวแข็งค่าขึ้น (Dollar Index เพิ่มขึ้น 1.26%) ทำให้ค่าเงินบาทได้อ่อนลงเล็กน้อย และตั้งแต่ต้นเดือนกันยายนราคาทองคำได้มีการปรับเพิ่มมากขึ้นประมาณ 3% จากเหตุผลสำคัญคือ เริ่มมีกระแสข่าวเกี่ยวกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งจากยุโรปและสหรัฐฯ ที่มีความชัดเจนมากขึ้น

สำหรับภาพรวมการดำเนินธุรกิจของกลุ่มวายแอลจีในช่วง 8 เดือนที่ผ่านมา อยู่ในระดับที่น่าพอใจมาก โดยธุรกิจทองคำแท่ง บริษัทฯยังสามารถรักษาความเป็นผู้นำอันดับ 1 ไว้ได้ โดยมีมูลค่าการซื้อขายประมาณ 530,000 ล้านบาท คิดเป็น 66.25% ของเป้าหมายที่ตั้งไว้ทั้งปีที่ประมาณ 800,000 ล้านบาท มาจากการมีฐานลูกค้าถึง 3,000 บัญชี รวมถึงการจัดกิจกรรมการตลาดที่เน้นให้ความรู้ด้านการลงทุนในทองคำต่อเนื่อง ประกอบกับการให้บริการซื้อขายทองคำแท่งพร้อมที่ปรึกษาการลงทุนอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง เพื่ออำนวยความสะดวกลูกค้าอย่างเต็มรูปแบบ

นางสาวฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน แอนด์ ฟิวเจอร์ส จำกัด กล่าวว่า ผลการดำเนินธุรกิจโกลด์ฟิวเจอร์สของบริษัทฯ ในช่วงเดือน 8 ที่ผ่านมา มีอัตราการเติบโตที่ก้าวกระโดดถึง 97.07 % โดยมีปริมาณการซื้อขายจำนวน 961,193 สัญญา เทียบกับสิ้นปี 2554 ที่มีอยู่จำนวน 487,741 สัญญา ขณะเดียวกันยังมีอัตราการเติบโตที่สูงกว่าภาพรวมของตลาดโกลด์ฟิวเจอร์สถึง 38.17 % ส่งผลทำให้มีส่วนแบ่งการตลาดเพิ่มขึ้นอยู่ที่ประมาณ 7.52 % และยังเป็นบริษัทที่มียอดการเทรดโกลด์ฟิวเจอร์สสูงสุดขึ้นเป็นอันดับ 2 ของโบรกเกอร์ทองอีกด้วย

บริษัทยังได้ขยายขอบเขตการดำเนินธุรกิจ จากเดิมให้บริการซื้อขายเฉพาะอนุพันธ์ที่อ้างอิงกับทองคำและโลหะเงิน เป็นการให้บริการซื้อขาย SET 50 Index Futures และ Oil Futures ตั้งแต่วันที่ 20 สิงหาคม 2555 ที่ผ่านมา เพื่อเป็นการเพิ่มทางเลือกในการลงทุนให้หลากหลายยิ่งขึ้น ตลอดจนเพิ่มโอกาสในการสร้างผลกำไรให้ลูกค้ามากขึ้น โดยในระยะแรกบริษัทฯ ตั้งเป้าหมายเทรดภายในสิ้นปีนี้อยู่ที่ประมาณ 7,500 สัญญา

ด้านนายธีระพงค์ นววัฒนทรัพย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า บริษัทได้เตรียมลงทุน 200 ล้านบาท เพื่อสร้างอาคารส่วนบริการลูกค้าใหม่ภายในปีนี้ รองรับกับปริมาณลูกค้าที่เพิ่มมากขึ้น คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในกลางปี 2556


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ