ทริสฯ คงอันดับเครดิตองค์กร-หุ้นกู้และแนวโน้ม BGH ที่ “A+/Stable"

ข่าวหุ้น-การเงิน Tuesday November 12, 2013 14:29 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ทริสเรทติ้งคงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่มีประกันของ บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BGH) ที่ระดับ “A+" ด้วยแนวโน้ม “Stable" หรือ “คงที่"

อันดับเครดิตดังกล่าวสะท้อนถึงความเป็นผู้นำธุรกิจของบริษัทในฐานะผู้ประกอบการโรงพยาบาลเอกชนรายใหญ่ที่สุดในประเทศ ตลอดจนความสามารถในการรองรับและให้บริการผู้ป่วยที่เพิ่มขึ้น เครือข่ายขนาดใหญ่ของบริษัท รวมถึงคณะผู้บริหาร บุคลากร และผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ที่มีความสามารถและมากประสบการณ์ บริการที่มีคุณภาพในระดับสูง และเครื่องมืออุปกรณ์ที่ทันสมัยและมีมาตรฐาน

อย่างไรก็ตาม ความแข็งแกร่งดังกล่าวถูกลดทอนบางส่วนจากการใช้เงินลงทุนจำนวนมากเพื่อการขยายกิจการในระยะปานกลาง ตลอดจนภาวะการแข่งขันในธุรกิจเพื่อสุขภาพซึ่งคาดว่าจะรุนแรงขึ้นทั้งจากผู้ให้บริการในประเทศและจากประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ในขณะที่แนวโน้มอันดับเครดิต “Stable" หรือ “คงที่" ของบริษัทกรุงเทพดุสิตเวชการสะท้อนถึงความคาดหมายของทริสเรทติ้งว่าบริษัทจะสามารถคงความเป็นผู้นำในธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนทั้งในประเทศและในภูมิภาค อีกทั้งยังคงผลประกอบการที่เข้มแข็งเอาไว้ได้ ทั้งนี้ ทริสเรทติ้งยังคาดหวังให้บริษัทรักษาอัตราส่วนกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายต่อยอดขายให้อยู่ในระดับประมาณ 20% เอาไว้และมีอัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนอยู่ในระดับประมาณ 35%-40%

BGH ก่อตั้งในปี 2512 เพื่อดำเนินธุรกิจโรงพยาบาลเอกชนภายใต้ชื่อโรงพยาบาลกรุงเทพ บริษัทเป็นผู้นำธุรกิจในฐานะผู้ประกอบการโรงพยาบาลเอกชนรายใหญ่ที่สุดในประเทศ ปัจจุบันบริษัทมีโรงพยาบาลในเครือทั้งหมด 31 แห่งภายใต้ตราสัญลักษณ์โรงพยาบาลในประเทศที่เป็นที่รู้จักจำนวน 5 ตรา และภายใต้ตราสัญลักษณ์โรงพยาบาลต่างประเทศอีก 1 ตรา โดยมีโรงพยาบาลที่ประกอบกิจการภายใต้ชื่อโรงพยาบาลกรุงเทพ 16 แห่ง ภายใต้ชื่อโรงพยาบาลสมิติเวช 4 แห่ง ภายใต้ชื่อโรงพยาบาลบีเอ็นเอช 1 แห่ง และภายใต้ตราสัญลักษณ์โรงพยาบาลในประเทศอีก 2 ตรา คือ กลุ่มโรงพยาบาลพญาไท (PYT) และกลุ่มโรงพยาบาลเปาโล (Paolo) นอกจากนี้ ยังมีอีก 2 แห่งดำเนินงานภายใต้ชื่อ Royal International Hospital

ณ สิ้นเดือนตุลาคม 2556 บริษัทมีความสามารถในการให้บริการผู้ป่วยทั้งสิ้น 4,684 เตียง ซึ่งรวมโรงพยาบาลที่ซื้อเข้ามาใหม่อีก 2 แห่ง คือ โรงพยาบาลสมิติเวชธนบรี (เดิมรู้จักกันในชื่อโรงพยาบาลกรุงธน) ซึ่งมีจำนวนเตียงรวม 150 เตียง และโรงพยาบาลกรุงเทพพิษณุโลกซึ่งมีจำนวนเตียงรวม 158 เตียง ฐานลูกค้าของบริษัทครอบคลุมกลุ่มคนไข้ระดับกลางถึงระดับบนในหลากหลายทำเล ทั้งนี้ โรงพยาบาลในเครือของบริษัทจำนวน 12 แห่งได้รับการรับรองมาตรฐานจาก Joint Commission International (JCI)

ความได้เปรียบในการแข่งขันของบริษัทมาจากความหลากหลายทั้งในด้านบริการ ฐานลูกค้า และทำเลที่ตั้ง บริษัทเป็นแหล่งรวมด้านบุคลากรทางการแพทย์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ พยาบาล และพนักงานคลังยาและเวชภัณฑ์ อีกทั้งยังมีเครือข่ายระบบส่งต่อผู้ป่วยที่แข็งแกร่งที่สุดด้วย โรงพยาบาลในกลุ่มเน้นการรักษาและให้บริการในระดับตติยภูมิซึ่งจะช่วยเพิ่มรายได้และเพิ่มอัตราการใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ทางการแพทย์ รวมทั้งบริการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการมากยิ่งขึ้น บริษัทจะขยายฐานลูกค้าด้วยการเพิ่มโรงพยาบาลที่ให้บริการในระดับทุติยภูมิมากขึ้นในระยะปานกลางซึ่งจะช่วยให้บริษัทสามารถเข้าถึงกลุ่มคนไข้ที่มีรายได้ระดับปานกลางมากขึ้น การประหยัดจากขนาดซึ่งเป็นผลจากการใช้บริการห้องปฏิบัติการ การจัดซื้อยา เวชภัณฑ์ และเครื่องมือทางการแพทย์หลักร่วมกันจะก่อให้เกิดประโยชน์ในการใช้ต้นทุนที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การนำระบบบริหารเงินแบบ Cash Pooling มาใช้กับโรงพยาบาลในกลุ่มยังช่วยลดระดับความต้องการเงินกู้ระยะสั้นในแต่ละโรงพยาบาลและลดต้นทุนทางการเงินของกลุ่มโดยรวมลงด้วย

รายได้จากการดำเนินกิจการโรงพยาบาลของบริษัทในช่วงปี 2550-2555 มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปีที่ระดับ 16% บริษัทมีรายได้จากธุรกิจโรงพยาบาลสำหรับช่วง 6 เดือนแรกของปี 2556 ที่ 23,555 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลมาจากการเติบโตของจำนวนคนไข้ในเครือข่ายโรงพยาบาล การเพิ่มขึ้นของค่ารักษาพยาบาลตามอัตราเงินเฟ้อ และระดับความรุนแรงของโรคที่สูงขึ้น โดยในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2556 โรงพยาบาลมีความสามารถในการให้บริการผู้ป่วยนอกจำนวน 21,257 คนต่อวัน เพิ่มขึ้น 7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และรองรับผู้ป่วยในจำนวน 2,941 เตียงต่อวัน ซึ่งเพิ่มขึ้น 11% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน รายได้จากผู้ป่วยประมาณ 55% มาจากผู้ป่วยใน และที่เหลือมาจากผู้ป่วยนอก ส่วนรายได้จากกลุ่มผู้ป่วยที่ชำระเงินเองมีมากกว่า 70% ของรายได้รวม

สถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งของบริษัทได้รับแรงหนุนจากผลการดำเนินงานที่เข้มแข็ง กระแสเงินสดที่เพิ่มขึ้น และสภาพคล่องที่เพียงพอ สถานะทางการเงินของบริษัทในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมาอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับประมาณการพื้นฐานของทริสเรทติ้ง บริษัทมีอัตรากำไรจากการดำเนินงานค่อนข้างเสถียรที่ระดับ 22%-22.5% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา อัตรากำไรจากการดำเนินงานลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 21% สำหรับช่วง 6 เดือนแรกของปี 2556 อันเป็นผลจากค่าใช้จ่ายสำหรับแพทย์และบุคลากรทางการแพทย์และค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้น ในระยะปานกลางคาดว่าอัตรากำไรขั้นต้นจะได้รับแรงกดดันจากการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายสำหรับบุคลากรและผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์เนื่องจากบริษัทกำลังเตรียมบุคลากรทางการแพทย์สำหรับโรงพยาบาลแห่งใหม่และเพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (ASEAN Economic Community -- AEC) ที่กำลังจะเกิดขึ้น

อย่างไรก็ตาม คาดว่าบริษัทจะได้รับประโยชน์จากการประหยัดจากขนาดและสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายจากการใช้สินทรัพย์ในอัตราที่มากขึ้น เงินทุนจากการดำเนินงานของบริษัทอยู่ที่ 8,819 ล้านบาทในปี 2555 ปรับสูงขึ้นจาก 6,772 ล้านในปี 2555 และอยู่ที่ 4,807 ล้านบาทสำหรับช่วง 6 เดือนแรกของปี 2556 คาดว่าเงินทุนจากการดำเนินงานจะยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่องจนถึงระดับ 10,000-12,000 ล้านบาทในปี 2557 และ 2558 โดยได้รับแรงหนุนจากการเปิดโรงพยาบาลแห่งใหม่และการเติบโตที่แข็งแกร่งของจำนวนผู้ป่วยในโรงพยาบาลในเครือของบริษัท

ภาระหนี้ของบริษัท ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2556 อยู่ที่ 23,328 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 16,792 ล้านบาท ณ ปลายปี 2554 อันเป็นผลจากการลงทุนในโรงพยาบาลแห่งใหม่และบริษัทในเครือ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากบริษัทมีฐานทุนขนาดใหญ่และบริหารโครงสร้างเงินทุนอย่างระมัดระวัง ทำให้อัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนค่อนข้างคงที่อยู่ที่ระดับ 34% ในปี 2554 และ 2555 และเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 37.2% ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2556

บริษัทได้เข้าสู่ช่วงการลงทุนใหม่อีกรอบเนื่องจากบริษัทวางแผนจะขยายเครือข่ายโรงพยาบาลจาก 31 แห่งเป็น 50 แห่งในช่วง 2 ปีข้างหน้า อีกทั้งยังมีแผนลงทุนในธุรกิจที่ไม่ใช่โรงพยาบาลอีก เช่น การให้บริการห้องปฏิบัติการ และการผลิตยา บริษัทคาดว่าจะใช้เงินลงทุนในช่วงปี 2556-2558 ประมาณปีละ 10,000-12,000 ล้านบาท ระดับภาระหนี้ของบริษัทมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับความต้องการเงินทุนในอนาคต อย่างไรก็ตาม ทริสเรทติ้งเชื่อว่าสถานการณ์ดำเนินงานที่แข็งแกร่งของบริษัท ตลอดจนการมีความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับสถาบันการเงินต่าง ๆ จะทำให้บริษัทมีความยืดหยุ่นทางการเงินเพียงพอต่อความต้องการเงินทุนเพื่อขยายเครือข่ายในอนาคต


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ