MBKET คาด SET Index ปรับฐานลง 3-5% ก่อนไปต่อ ครึ่งปีหลังอาจผันผวนตามนโยบายรัฐบาลคสช.

ข่าวหุ้น-การเงิน Wednesday July 30, 2014 15:51 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายสุกิจ อุดมศริกุล กรรมการผู้จัดการและหัวหน้าฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย)(MBKET)เปิดเผยว่า ในช่วงไตรมาส 3/57 นี้ดัชนีตลาดหุ้นไทย(SET Index)มีโอกาสปรับฐานลงบ้างหลังจากที่มีการรัฐประหาร ซึ่งเป็นไปตามสถิติที่เกิดขึ้นในปี 49 ในขณะเดียวกันดัชนีในช่วงที่ผ่านมาก็ปรับตัวขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยมองว่าการปรับฐานครั้งนี้ดัชนีอาจปรับลดลงมา 3-5% หรือมาที่ดัชนีระดับ 1,540-1,480 จุด แต่เชื่อว่าจะไม่ปรับลงไปมากนัก เนื่องจากระยะยาวแนวโน้มผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนยังเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง

แนวโน้มดัชนีในช่วงครึ่งปีหลังอาจจะมีความผันผวน จากนโยบายต่างๆ ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ซึ่งมีผลกระทบทั้งในด้านบวกและด้านลบต่อตลาด ซึ่งมองว่าควรติดตามการเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐฯที่จะออกมา ซึ่งจะเป็นตัวขับเคลื่อนหลักที่จะช่วยให้เศรษฐกิจมีการเติบโตต่อจากนี้ไป โดยมองว่า SET Index ที่เหมาะสมในปีนี้จะอยู่ที่ 1,500 จุด จากการคาดการของผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน และ SET Index ใน 12 เดือนข้างหน้าคาดว่าจะอยู่ที่ 1,507-1,576 แต่จะไม่เกิน 1,600 จุด

ขณะที่ประเมินว่ามูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยทั้งปีจะอยู่ที่ราว 3-4 หมื่นล้านบาท/วัน จากครึ่งปีแรกที่ผ่านมาเฉลี่ยอยู่ที่ 3 หมื่นล้านบาท/วัน โดยในช่วงครึ่งปีหลังปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองสงบลงส่งผลให้เศรษฐกิจปรับตัวดีขึ้น นักลงทุนจึงกลับเข้ามาซื้อขายเพิ่มมากขึ้น

"เรามองว่าดัชนีตลาดหุ้นไทยอาจจะปรับฐานลงมาในช่วงไตรมาส 3 นี้ตามสถิติในปี 49 ที่มีสถานการณ์ทางการเมืองและมีการรัฐประหารแบบปัจจุบัน แต่เราก็มองว่ากรับปรับฐานครั้งนี้ก็คงจะไม่ลงไปลึกมาก เพราะเรามองว่าผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนในช่วงไตรมาส 1 เป็นช่วงที่ต่ำสุดแล้ว ซึ่งหลังจากนี้ก็จะมีการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง แต่ระหว่างทางก่อนที่จะมีการจัดตั้งรัฐบาลตลาดหุ้นไทยอาจจะมีความผันผวนบ้างเพราะนโยบายของ คสช. เพราะบางอย่างก็บวกบางอย่างก็ลบ"นายสุกิจ กล่าว

สำหรับปัจจัยที่ควรติดตามต่อจากนี้ไป คือ การจัดตั้งรัฐบาล การปฏิรูปการเมือง ความคืบหน้าในการปฏิรูปนโยบายด้านพลังงาน รวมถึง การประมูลคลื่นความถี่ของลุ่มสื่อสาร ส่วนปัจจัยต่างประเทศ ได้แก่ ความชัดเจนของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศยูโรและจีน เนื่องจากมีผลโดยตรงต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในช่วงที่เหลือของปีนี้และปี 58

นายสุกิจ กล่าวว่า หลังจากมีการรัฐประหาร และมี คสช. เข้ามาบริหารประเทศ คาดว่าเศรษฐกิจปีนี้ของไทยจะมีการเติบโตได้ราว 2.5% สอดคล้องกับกระทรวงการคลังที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะสามารถเติบโตได้ 1.6% โดยคาดว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยจะเติบโตจากการใช้จ่ายงบประมาณ ปี 57-58 ของภาครัฐ รวมถึงการส่งออกที่จะปรับตัวดีขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะประเทศจีน รวมถึงการส่งออกไปยังกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง(CLMV)ที่ในช่วงที่ผ่านมาเติบโตถึง 8% แต่การบริโภคภายในประเทศอาจจะไม่ใช่ตัวหลักที่ช่วยผลักดันการเติบโตเศรษฐกิจในปีนี้มากนัก เนื่องจากปัจจุบันหนี้ครัวเรือนยังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง ประกอบกับ ราคาสินค้าเกษตรยังไม่ดีนัก ส่งผลให้การบริโภคในประเทศจะไม่กลับมาเร็ว

ทั้งนี้ นายสุกิจ แนะนำการลงทุนในหุ้นที่มีความน่าสนใจ คือ กลุ่มวัสดุก่อสร้างและรับเหมาก่อสร้าง เนื่องจากจะได้รับประโยชน์จากการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐฯที่จะเกิดขึ้น โดยแนะนำ CK, ITD, STEC, UNIQ นอกจากนั้น ในช่วงต่อจากนี้ใกล้เข้าสู่ช่วงไฮซีซั่นของการท่องเที่ยว จึงแนะนำหุ้นในกลุ่มที่เกี่ยวข้องทั้งขนส่ง รวมไปถึงโรงแรม โดยเชื่อว่าจะได้รับผลดีจากการที่นักท่องเที่ยวต่างชาติกลับมาท่องเที่ยวประเทศไทยมากขึ้น หลังจากสถานการณ์การเมืองสงบลงแล้ว


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ