(เพิ่มเติม) ส.นักวิเคราะห์ฯ ปรับคาด SET Index ปีนี้เป็น 1,574 จุดรับผลดีกระตุ้นศก.

ข่าวหุ้น-การเงิน Monday October 13, 2014 16:39 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

สมาคมนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ เปิดเผยผลสำรวจความคิดเห็นนักวิเคราะห์เกี่ยวกับแนวโน้มการลงทุนปี 57-58 ว่า นักวิเคราะห์ปรับเพิ่มคาดการณ์ดัชนีตลาดหุ้นไทย(SET Index) ณ สิ้นปี 57 มาที่ 1,574 จุด จากเดิม 1,484 จุด โดยได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ ส่วนปี 58 คาดดัชนีที่ 1,706 จุด ภายใต้ประมาณการเศรษฐกิจในปีนี้ขยายตัว 1.6% ลดลงจากประมาณการเดิมที่ 2.1% และปี 58 คาดว่าเศรษฐกิจจะขยายตัวราว 4.3% ใกล้เคียงประมาณการครั้งก่อนที่ 4.5%

นางภรณี ทองเย็น อุปนายกสมาคมนักวิเคราะฯ กล่าวว่า การปรับเป้าหมายดัชนี ณ สิ้นปี 57 เพิ่มจากเดิมได้รับแรงหนุนมาจากปัจจัยเรื่องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐบาลเป็นหลัก ตามด้วยการขยายตัวของผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน และเงินลงทุนไหลเข้าตลาดหุ้น อย่างไรก็ตาม ปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ การปรับเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ การชะลอตัวของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะการส่งออก อันเนื่องมาจากเศรษฐกิจโลก (ยุโรป จีนและญี่ปุ่น) ขยายตัวต่ำกว่าที่คาด

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ปรับลดอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP Growth) ปี 57 ลง 0.5% มาอยู่ที่เฉลี่ย 1.6% จากคาดการณ์ครั้งก่อนที่ 2.1% และปี 58 จะอยู่ที่เฉลี่ย 4.3% ใกล้เคียงกับประมาณการครั้งก่อนซึ่งอยู่ที่ระดับ 4.5% ในขณะที่คาดว่าอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) ปี 57 จะเติบโตเฉลี่ย 8.5% ปรับลดลงจากคาดการณ์เดิมที่ 10.3% และประเมินของปี 58 ไว้ที่เฉลี่ย 14.2% เทียบกับประมาณการครั้งก่อนหน้าที่ระดับ 12.9%

อย่างไรก็ตาม โอกาสที่ดัชนีตลาดหุ้นไทยในสิ้นปีนี้จะดีดตัวกลับมาได้ที่ระดับ 1,600 จุด คงต้องหวังให้รัฐบาลเดินหน้าการลงทุนต่างๆ ตามที่วางแผนเอาไว้ รวมทั้งผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในไตรมาส 3/57 ต้องออกมาดีตามคาดการณ์ด้วย หากผลประกอบการออกมาไม่ดีนัก รวมทั้งตลาดไม่ได้มีพัฒนาการอื่นเพิ่มเติม ก็คงทำให้ดัชนีเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 1,500-1,550 จุด

“ดัชนีที่ระดับ 1,600 จุดมันมีความเป็นไปได้ แต่นั่นหมายความว่าภาครัฐเดินหน้าตามแผน ผลประกอบการ บจ.ออกมาดีตามคาดการณ์"นางภรณี กล่าว

สำหรับด้านแนวโน้มนักลงทุนต่างชาติทั้งปี 57 นักวิเคราะห์ฯ มองว่าต่างชาติน่าจะยังขายสุทธิประมาณในหลักหมื่นล้านบาท เนื่องจากที่ผ่านมามีการเทขายออกไปค่อนข้างมากแล้ว โดยสิ้นปีที่ผ่านมาขายสุทธิ 1.5 แสนล้านบาท นอกจากนี้ ส่วนหนึ่งยังเป็นผลจากการประกาศใช้กฎอัยการศึกที่กระทบต่อความเชื่อมั่นและความมั่นใจในการลงทุนของนักลงทุนต่างชาติด้วย

“ตอนนี้คงขายน้อยแล้ว จากช่วงที่ผ่านมา โดยพอมีแรงเทขายประมาณ 10,000 ล้านบาท ก็มีแรงซื้อกลับสุทธิประมาณ 1.5-1.6 หมื่นล้านบาท ทำให้เงินที่ไหลออกไม่ค่อยมาก หลังจากนี้คงต้องจับตาดูสภาปฏิรูปว่าจะมีความชัดเจนอย่างไร หากจัดตั้งแล้วเสร็จแล้วนำไปสู่การยกเลิกกฎอัยการศึกก็จะส่งผลดีต่อภาพรวมตลาด"นางภรณี กล่าว

นักวิเคราะห์ฯ ประเมินว่าตลาดหุ้นไทยระยะนี้อยู่ในช่วงปรับฐาน เนื่องจากที่ผ่านมาปรับขึ้นไปค่อนข้างมากแล้ว ซึ่งภาวะตลาดในปัจจุบันเริ่มสะท้อนความเป็นจริงมากขึ้น ขณะที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกมีการปรับลดลงเหลือ 90 ดอลลาร์/บาเรล จากเดิมอยู่ที่เหนือกว่า 100 ดอลลาร์/บาเรล จึงกระทบต่อกำไรหุ้นกลุ่มพลังงาน และส่งผลกระทบต่อภาพรวมกำไรบริษัทจดทะเบียนทั้งตลาดให้ปรับลดลงด้วย

“ในกรณีที่เลวร้ายสุดมีโอกาสที่ดัชนีจะลงไปอยู่ที่ 1,480 จุด หรือ พี/อี 15 เท่า จากปัจจุบันที่ 16 เท่า หรือในแง่ดีอยู่ที่ 1,521 จุด หรือ พี/อี 15.5 เท่า"นางภรณี กล่าว

สำหรับทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ณ สิ้นปี 57 นักวิเคราะห์ฯ คาดว่าจะคงอยู่ในระดับ 2.0% และจะปรับสูงขึ้นเป็น 2.4% ณ สิ้นปี 58 เท่ากับประมาณการครั้งก่อน ส่วนอัตราแลกเปลี่ยนระหว่างเงินบาทและดอลลาร์สหรัฐฯ ณ สิ้นปี 57 ประเมินว่าจะอยู่ที่ 32.80 บาท/ดอลลาร์ ใกล้เคียงระดับเดิมที่ 32.90 บาท/ดอลลาร์ในประมาณการครั้งก่อน และ ณ สิ้นปี 58 จะไปอยู่ที่ 33.00 บาท/ดอลลาร์เท่ากับประมาณการเดิม

นอกจากนี้ นักวิเคราะห์ฯ ยังคาดการณ์ราคาทองคำสิ้นปี 57 ไว้ที่เฉลี่ยบาททองคำละ 18,681 บาท ปรับลดลงจากการคาดการณ์ครั้งก่อนที่ 20,494 บาท ขณะที่ราคาทองคำสิ้นปี 58 คาดว่าจะปรับขึ้นเล็กน้อยไปอยู่ที่เฉลี่ย 19,540 บาท เทียบกับประมาณการครั้งก่อนที่ 20,875 บาท

อนึ่ง นักวิเคราะห์ฯ ส่วนใหญ่แสดงความไม่เห็นด้วยกับการไม่ต่ออายุสิทธิประโยชน์ของกองทุน LTF ที่จะหมดอายุในปี 59 เนื่องจากมองว่า LTF เป็นการออมเงินระยะยาวที่ควรได้รับการส่งเสริม ขณะที่ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการปรับโครงสร้างราคาพลังงาน เนื่องจากเป็นการสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ลดการบิดเบือนกลไกราคาและลดภาระให้รัฐบาล พร้อมเห็นด้วยกับการให้มีการจัดเก็บภาษีที่ดิน เนื่องจากทำให้ผู้ที่มีที่ดินว่างเปล่านำที่ดินนั้นมาพัฒนาให้เกิดประโยชน์ และทำให้การเก็งกำไรราคาที่ดินลดน้อยลง

นักวิเคราะห์ฯ ระบุว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมามีเม็ดเงินลงทุนผ่าน LTF เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 4 หมื่นล้านบาทต่อปี ส่งผลให้เมื่อเกิดวิกฤติการณ์ที่กระทบต่อตลาดหุ้นไทยทางลบ เม็ดเงินในกองทุนดังกล่าวจะเข้ามาช่วยพยุงตลาดไว้ได้ค่อนข้างมาก ซึ่งในปีนี้ก็คาดว่าจะมีเม็ดเงินจากกองทุน LTF ใกล้เคียงหรือมากกว่า 4 หมื่นล้านบาท โดยตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมาจนถึงก.ย. 57 มีเม็ดเงินจาก LTF เข้ามาแล้วกว่า 1 หมื่นล้านบาท และคาดว่าในช่วงที่เหลือของปีนี้จะเข้ามาอีก 2.8 หมื่นล้านบาท

“ปัจจุบันยังมีคนที่ไม่ได้มีการซื้อกองทุนดังกล่าวค่อนข้างมาก ทำให้กองทุน LTF ยังมีโอกาสเติบโตได้ค่อนข้างมาก ซึ่งการยกเลิกสิทธประโยชน์ทางภาษีประชาชนไม่ค่อยกังวลมากนัก เพราะในปีนี้ต่อเนื่องถึงปีหน้ายังได้รับสิทธิประโยชน์อยู่"นางภรณี กล่าว

ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ฯแนะนำให้นักลงทุนควรเลือกลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดี เน้นหุ้นที่จะได้ประโยชน์จากโครงการลงทุนของรัฐบาล พื้นฐานแข็งแกร่ง ผู้บริหารโปร่งใส มีวิสัยทัศน์ในการดำเนินธุรกิจ โดยรอจังหวะทยอยซื้อสะสม และหลีกเลี่ยงหุ้นเก็งกำไร พร้อมกำหนดวัตถุประสงค์การลงทุนของตนเองอย่างชัดเจน มีวินัยในการลงทุน ติดตามข่าวสารทั้งภายในและภายนอกประเทศอย่างสม่ำเสมอ จัดพอร์ตลงทุนที่มีการกระจายความเสี่ยงโดยจัดสรรส่วนหนึ่งไว้ในเงินสด และก่อนลงทุน ควรศึกษาข้อมูลของธุรกิจและบริษัทที่จะลงทุนอย่างละเอียดรอบคอบ หุ้นที่นักวิเคราะห์แนะนำให้ลงทุนตรงกันหลายสำนักวิจัย ได้แก่ INTUCH, KBANK, KTB, PTT


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ