นายนิพนธ์ เจริญกิจ กรรมการผู้จัดการ บมจ.เค.ซี.เมททอลชีท (KCM) คาดว่า อัตรากำไรสุทธิในปี 58 จะเพิ่มขึ้นเป็น 5-8% จากปีนี้ที่คาดว่าอยู่ที่ 2% เนื่องจากบริษัทได้รับอานิสงส์เชิงบวกของราคาน้ำมันที่ปรับตัววลดลงส่งผลดีต่อต้นทุนการขนส่ง ซึ่งจะสามารถผลักดันอัตรากำไรสุทธิให้เพิ่มขึ้นราว 1-2%
ประกอบกับ บริษัทตั้งเป้ารายได้ในปีหน้าจะเติบโต 15-20% จากปีนี้ จากการขยายธุรกิจ โดยเฉพาะการขยายสำนักงานขายขนาดเล็กอีก 92 แห่ง ในพื้นที่ภาคกลางตอนบน ภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปัจจุบันบริษัทมีสาขาอยู่ทั้งหมด 22 แห่งกระจายในภาคอีสานและภาคเหนือ ได้แก่ ขอนแก่น ชัยภูมิ อุดรธานี สกลนคร มหาสารคาม ร้อยเอ็ด บุรีรัมย์ นครราชสีมา สระบุรี พิษณุโลก กำแพงเพชร อุตรดิตถ์ เพชรบูรณ์
นอกจากนี้ บริษัทยังมีการลงทุนในธุรกิจงานโครงสร้างอาคารสำเร็จรูปให้เช่าหรือโกดัง และซื้อเครื่องจักรใหม่เพื่อขยายกำลังการผลิตแปเหล็กกล้ากำลังสูง
ทั้งนี้ บริษัทวางแผนการเติบโตรายได้ใน 5 ปีจะมีการเติบโตปีละ 15-20%
"เป้าหมายระยาวของเรา 5 ปีเราจะมีรายได้เติบโตปีละ 15-20% ขณะที่อัตรากำไรสุทธิปีหน้ามองว่าจะเข้าสู่ระดับปกติที่ 5-8% ปีนี้ที่อยู่ที่ 2% เนื่องจากเศรษฐกิจชะลอตัวลง แต่ปีหน้าก็ได้รับผลดีจากราคาน้ำมันลดลงช่วยทำให้มาร์จิ้นเราดีขึ้น 1-2%"นายนิพนธ์ กล่าวนอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมขยายธุรกิจในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปี 58 โดยระหว่างการเข้าไปเจรจาร่วมกับพันธมิตรท้องถิ่นในประเทศลาว ซึ่งคาดว่าจะได้ข้อสรุปในช่วงไตรมาส 1/58 โดยจะเป็นการเข้าไปเจาะตลาดในกลุ่มผลิตภัณฑ์งานโครงสร้างโกดังเป็นหลัก ซึ่งเป็นไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ของบริษัทที่จะมีการผลักดันให้เติบโตเพิ่มมากขึ้น โดยบริษัทมองว่ากลุ่มผลิตภัณฑ์งานโครงสร้างโกดังเป็นสินค้าอนาคต มีความเกี่ยวข้องกับการขยายตัวของโครงสร้างพื้นฐานและที่อยู่อาศัย ประกอบกับมีการติดตั้งที่รวดเร็ว โดยใช้ระยะเวลาในการติดตั้งราว 3 เดือน
ทั้งนี้ บริษัทได้มีการเริ่มดำเนินงานในงานโครงสร้างโกดังที่จังหวัดเชียงใหม่เป็นที่แรก พื้นที่ 7,800-8,000 ตารางเมตร นอกจากนี้บริษัทได้มีการตอบรับจากลูกค้าเพิ่มเติมอีกในการรับงานโครงสร้างโกดัง โดยปัจจุบันมีมูลค่างานในมือ (Backlog) ของงานโครงสร้างโกดังอยู่ที่ 30-40 ล้านบาท ซึ่งใช้ระยะเวลาราว 3 เดือนในการรับรู้รายได้ของงานแต่ละงาน นอกจากนี้บริษัทยังเตรียมการลงทุนในธุรกิจอาคารสำเร็จรูปให้เช่าจำนวน 4 แห่ง ในพื้นที่สาขา 3 จังหวัดคือ ในจังหวัดขอนแก่น 2 แห่ง จังหวัดอุดรธานี และจังหวัดนครราชสีมา จังหวัดละ 1 แห่ง พร้อมทั้งมีการศึกษาในการลงทุนในธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา หรือโซลาร์รูฟท้อปส์ ซึ่งจะใช้พื้นที่ของอาคารสำเร็จรูปให้เช่าดังกล่าวในการทำโซลาร์รูฟท้อปส์ โดยบริษัทจะมีการทำร่วมกับพันธมิตร เนื่องจากบริษัทไม่มีใบอนุญาตในการทำโครงการดังกล่าวเป็นของตนเอง
นายนิพนธ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับราคาหุ้น KCM ที่ได้ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากราคา IPO ที่ 1.30 บาท/หุ้นในวันซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) วันแรก บริษัทมองว่านักลงทุนได้เห็นถึงปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง ประกอบกับแนวโน้มการขยายตัวของบริษัทที่จะเป็นไปตามทิศทางเศรษฐกิจ และการขยายสาขาเพิ่ม มีการลงทุนในธุรกิจอาคารสำนักงานสำเร็จรูปให้เช่า ซึ่งจะช่วยผลักดันให้บริษัทเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต อีกทั้งการเตรียมพร้อมรองรับการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ที่คาดว่าจะทำให้ความต้องการใช้หลังคาเหล็กและมีการเช่าอาคารสำเร็จรูปให้เช่ามากขึ้น จะมีนัยสำคัญสำหรับการเติบโตของผลการดำเนินงานของบรัทในอนาคตเช่นกัน
ทั้งนี้ บริษัทยังมีการเตรียมเสนอขออนุมัติการจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นในที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทภายในเดือนกุมภาพันธ์ 58 โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะให้เงินปันผลกับผู้ถือหุ้นในรูปแบบไหน ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีกำไรสะสมอยู่ที่ราว 70 ล้านบาท