"มาสเตอร์คูล"เตรียมยื่นไฟลิ่ง 1-2 เดือนคาดเข้าเทรดภายในปีนี้

ข่าวหุ้น-การเงิน Thursday February 12, 2015 12:32 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายนพชัย วีระมาน กรรมการผู้จัดการ บมจ.มาสเตอร์คูล อินเตอร์เนชั่นแนล ผู้ผลิตและจำหน่ายพร้อมให้เช่าพัดลมไอน้ำ-ไอเย็นแบรนด์“มาสเตอร์คูล"เปิดเผยว่า บริษัทอยู่ระหว่างเตรียมยื่นแบบขออนุญาตเสนอขายหลักทรัพย์และแบบแสดงรายการข้อมูล(ไฟลิ่ง)ต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) เพื่อขอเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก(IPO)ภายใน 2-3 เดือนจากนี้ เพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ เอ ภายในปีนี้ โดยมี บล.ทรีนิตี้เป็นที่ปรึกษาทางการเงิน

สำหรับวัตถุประสงค์ในการระดมทุน เพื่อนำเงินไปขยายกำลังผลิตและใช้ในการวิจัยและพัฒนา รวมถึงขยายคลังสินค้า โดยบริษัทคาดจะใช้งบลงทุนเบื้องต้นราว 100 ล้านบาท

นายนพชัย กล่าวต่อว่า บริษัทตั้งเป้าหมายรายได้ 3 ปีหลังจากที่เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ แตะ 1 พันล้านบาท ซึ่งในปีนี้บริษัทฯ ตั้งเป้ายอดขายเติบโต 50%จากปีก่อนทำได้ 450 ล้านบาท โดยสัดส่วนรายได้ปัจจุบันมาจากยอดขายในประเทศ 85% และต่างประเทศ 15%

ทั้งนี้ การเติบโตในปีนี้มาจากการเติบโตจากยอดขายสินค้าตัวใหม่อยู่ที่ 15%-20% จากยอดขายรวมสินค้าทั้งหมด ขณะที่ปีนี้บริษัทฯ มีแผนเพิ่มจำนวนร้านค้าตัวแทนจำหน่ายเป็น 200 แห่ง จากสิ้นปี 57 ที่อยู่ที่ 100 แห่ง โดยจะเน้นเพิ่มตัวแทนจำหน่ายในโมเดิร์นเทรด และร้านค้าวัสดุก่อสร้างขนาดใหญ่

"ยอมรับว่าทิศทางการแข่งขันของตลาดเครื่องทำความเย็นปีนี้มีความเข้มข้นมากขึ้น โดยเฉพาะพัดลมไอเย็น น่าจะมีผู้เล่นรายใหม่เข้ามาในตลาดเพิ่มขึ้น แต่เราก็มองว่าเป็นข้อดีที่จะช่วยกระตุ้นให้ตลาดมีการเติบโตมากขึ้น iปัจจุบันตลาดแอร์และพัดลมมีมูลค่าตลาดรวมมากกว่า 5 หมื่นล้านบาท และเติบโตต่อเนื่องทุกปี"นายนพชัย กล่าว

นอกจากนี้ บริษัทมีแผนการขยายตลาดไปสู่ต่างประเทศ โดยมองการเข้าไปขยายตลาดใน เมียนมาร์, กัมพูชา, เวียดนาม ,มาเลเซีย และ อินโดนีเซีย เพื่อรองรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี โดยมองว่าตลาดดังกล่าวมีการเติบโตอย่างมาก ได้แก่ พม่าและกัมพูชา เพราะเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูง และตัวแทนจำหน่ายมีศักยภาพ ขณะที่สินค้าพัดลมไอเย็นสามารถตอบโจทย์ได้ทั้งในด้านของคุณภาพและราคาที่เหมาะสม ซึ่งปัจจุบันมีการทำตลาดต่างประเทศไปแล้วกว่า 30 ประเทศ โดยในปีที่ผ่านมามีอัตราการเติบโตประมาณ 67% ส่วนใหญ่เป็นการเติบโตจากกลุ่มประเทศอาเซียนและประเทศญี่ปุ่น

ส่วนตลาดในประเทศขยายตัวดี โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างการเจรจากับไฮเปอร์มาร์เก็ตเพื่อนำสินค้ามาวางจำหน่ายอีกช่องทางหนึ่งที่สามารถกระจายสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพและเข้าถึงผู้บริโภค


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ