ในปีนี้บริษัทตั้งเป้ารายได้ 800 ล้านบาท ปัจจุบันมีงานในมือ(Backlog)100 ล้านบาทที่จะทยอยรับรู้ภายในปีนี้ทั้งหมด ขณะที่มีงานที่อยู่ระหว่างเจรจามูลค่าประมาณ 150 ล้านบาท และเตรียมเสนองานให้กับลูกค้าอีกราว 900 ล้านบาทเพื่อเพิ่ม Backlog โดยบริษัทคาดว่าจะได้งานใหม่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันรายได้ของบริษัทให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้
นอกจากนั้น บริษัทยังเตรียมเพิ่มสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเป็น 25% จากปีก่อนอยู่ที่เพียง 2% โดยบริษัทเตรียมเปิดสาขาใหม่ในประเทศเวียดนามช่วงครึ่งปีหลัง จากปัจจุบันมีสาขาแล้วในอินโดนีเซียและอินเดีย เพื่อเป็นการกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจ ทั้งนี้ บริษัทตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเป็น 50% ใน 3 ปีข้างหน้า "ในปีนี้เรามั่นใจว่าเราจะพลิกกลับมามีกำไร เพราะเราจะปรับแผนงานใหม่เพื่อรองรับการขยายงานอย่างเต็มที่ ทั้งการเพิ่มช่องทางการขาย และเน้นสอบถามความเห็นของลูกค้าเพื่อจะตอบโจทย์ใหม่ๆที่เข้ามา ขณะเดียวกันเรายังเน้นเพิ่มสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศอย่างต่อเนื่องด้วย นอกจากนี้ในช่วงปลายปีที่ผ่านมาเราก็ได้ลงไปแข่งขันเรื่องราคาบ้าง ทำให้เราได้งานเข้ามามากขึ้น"นายนรากร กล่าว
นายนรากร กล่าวว่า บริษัทตั้งงบลงทุนในช่วงปี 58-59 ราว 375 ล้านบาท ซึ่งจะใช้ในการสร้างโรงงานราว 175 ล้านบาท และแบ่งใช้รองรับการขยายธุรกิจในต่างประเทศราว 100 ล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 100 ล้านบาทเตรียมไว้เพื่อการเข้าซื้อกิจการ โดยแหล่งเงินทุนจะมาจากการ เงินกู้ธนาคาร และเพิ่มทุนให้กับผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้น (RO) ที่ได้มาแล้ว 97.75 ล้านบาท พร้อมกันนี้ยังจะมีเงินจากการแปลงสภาพใบสำคัญแสดงสิทธิซื้อหุ้นสามัญของบริษัท(วอร์แรนต์)ด้วย แต่หากยังไม่พอทางบริษัทก็อาจมองหาแนวทางในการออกหุ้นกู้เพิ่มเติม
สำหรับความคืบหน้าการเข้าซื้อกิจการผลิตหุ่นยนต์ที่ใช้ในกระบวนการผลิตภาคอุตสาหกรรมนั้น ปัจจุบันอยู่ระหว่างการตรวจสอบฐานะทางการเงิน คาดว่าจะรู้ผลการเข้าซื้อกิจการภายในเดือน พ.ค.58 เบื้องต้นบริษัทดังกล่าวมีรายได้ปรละ 50-70 ล้านบาท ส่วนอีก 2 กิจการที่อยู่ระหว่างการเจรจา โดยหนึ่งในนั้นเป็นธุรกิจพัฒนาซอฟท์แวร์ แต่คงต้องรอให้การเข้าซื้อกิจการแรกแล้วเสร็จก่อน
บริษัทยังวางแผนในช่วง 3 ปี (59-61) ที่จะต่อยอดธุรกิจเดิม โดยตรียมสรุปการขยายไลน์ธุรกิจไปสู่กลุ่มเกษตรกรรม คือ เครื่องจักรกลการเกษตร คาดว่าจะเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทพิจารณาเบื้องต้นในเดือน ส.ค. นี้ จากเดิมที่มุ่งเน้นออกแบบและผลิตเครื่องจักรสำหรับใช้ในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์เท่านั้น เนื่องจากเล็งเห็นว่ากลุ่มเกษตรกรรมเป็นตลาดขนาดใหญ่และมีศักยภาพในการเติบโตได้อีกมาก ซึ่ง UREKA มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญ จึงมั่นใจว่าจะสามารถขยายไลน์ดังกล่าวได้ไม่ยาก