(เพิ่มเติม) CPF มั่นใจรายได้ปี 58 โตไม่ต่ำกว่า 10% จากปีก่อน ธุรกิจร่วมทุนตปท.หนุน

ข่าวหุ้น-การเงิน Wednesday April 22, 2015 16:21 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายอดิเรก ศรีประทักษ์ กรรมการผู้จ้ดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหาร บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) เปิดเผยว่า บริษัทยังคงเป้าหมายรายได้ปีนี้เติบโตไว้ไม่น้อยกว่า 10% จากปี 57 ที่มีรายได้ 426,039 ล้านบาท

ทั้งนี้ บริษัทมองว่าเป็นผลจากปีที่ผ่านมาได้เพิ่มน้ำหนักการลงทุนธุรกิจอาหารสำเร็จรูปพร้อมรับประทานในต่างประเทศ ได้แก่ การเข้าร่วมทุนในบริษัท Tops Foods NV ที่ประเทศเบลเยี่ยมในธุรกิจแปรรูปเนื้อสัตว์เพื่อผลิตอาหารสำเร็จรูป, เข้าร่วมลงทุนในบริษัท BHJ Kalino Food AB ทำธุรกิจขายผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ อาหารสำเร็จรูปแช่เย็นและแช่แข็งใน ประเทศสวีเดน และเข้าซื้อกิจการของบริษัท Hefei Chia Tai Co.,Ltd. รวมถึง Kaifeng Chia Tai Co.,Ltd. ผลิตและจำหน่ายอาหารสัตว์ในประเทศจีน ซึ่งส่งผลดีต่อการเติบโตของรายได้ในอนาคตอย่างมีนัยสำคัญ

"ภาวะเศรษฐกิจของไทยในปี 58 ซบเซา แต่รายได้ของซีพีเอฟมาจากต่างประเทศถึง 65% เมื่อเทียบกับในประเทศที่มีอยู่เพียง 35% ซึ่งต้องยอมรับว่ากำลังซื้อในประเทศตกต่ำ ก็ยอมรับว่าได้รับผลกระทบจากในประเทศบางส่วนแต่ไม่มากนัก เนื่องด้วยเราเป็นธุรกิจอาหารที่คนยังมีความต้องการบริโภคทุกวัน ขณะที่ในต่างประเทศยอดขายก็ยังโตต่อเนื่อง เราจึงมีความมั่นใจว่า ปี 58 รายได้จะเติบโตไม่น้อยกว่า 10% และจะมีผลตอบแทนที่ให้แก่ผู้ถือหุ้นไม่ต่ำกว่าปีที่ผ่านมาแน่นอน"นายอดิเรก กล่าว

ทั้งนี้ ในการประชุมผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 1/58 ในวันนี้ผู้ถือหุ้นยังได้อนุมัติการซื้อเงินลงทุนใน C.P.Cambodia Co.,Ltd. (CPC) โดย CPF Invesetment Limited (CPFI) จะเข้าซื้อเงินลงทุนในหุ้นสามัญของ CPC ในสัดส่วน 75% ของจำนวนหุ้นสามัญทั้งหมด ราคารวมทั้งสิ้น 2,850 ล้านบาท หรือเทียบเท่ากับประมาณ 351,852 ล้านเรียลกัมพูชา เพื่อให้ CPFI ถือหุ้นใน CPC ทั้ง 100% จากเดิมที่ถือหุ้น 25%

นายอดิเรก กล่าวว่า การลงทุนเพิ่มในกัมพูชาครั้งนี้บริษัทเล็งเห็นถึงศักยภาพการเติบโต และอัตราการสร้างผลตอบแทนที่ดี ซึ่งจะทำให้บริษัทฯได้ขึ้นเป็นผู้นำธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมในเขตอินโดจีนที่มีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการบริโภคที่อยู่ในระดับสูง โดยปีที่ผ่านมา CPC มีรายได้จากยอดขาย 8,309 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 740 ล้านบาท

สำหรับกรณีที่สหภาพยุโรป(อียู)ประกาศให้ใบเหลืองการประมงของไทยและการถูกกล่าวหาโดยรัฐบาลสหรัฐฯว่าไทยมีการค้ามนุษย์และใช้แรงงานผิดกฏหมายบนเรือประมง ทั้งยังจะประกาศลดระดับชั้นประเทศไทยไปอยู่ใน เทียร์ 3 (Tier 3 Watch List) ซึ่งเป็นระดับชั้นที่มีการค้ามนุษย์รุนแรงที่สุดนั้น บริษัทขอยืนยันว่า CPF ไม่เกี่ยวข้องกับการทำประมงในทะเล จึงไม่ได้รับผลกระทบแต่อย่างใด แม้ว่างธุรกิจอาหารสัตว์จะใช้ปลาป่นเป็บวัตถุดิบส่วนหนึ่ง แต่ก็ได้รับการรับรองจากหน่วยงานต่างประเทศ

"ภาวะประมงที่มีการออกใบเหลือง โดยอียูได้ให้เวลา 6 เดือน ที่จะต้องรีบแก้ไขนั้น ทางซีพีเอฟขอเรียนว่าเรื่องการจับปลาประมงในทะเลไม่เกี่ยวกับ ซีพีเอฟ จึงไม่มีผลกระทบ โดยเราไม่ได้ทำธุรกิจจับปลาประมง เราไม่มีโรงงานปลาป่น เราเพียงแต่เป็นผู้ซื้อปลาป่นมาส่วนหนึ่งมาทำเป็นอาหารกุ้งเท่านั้น ซึ่งเรามีการใช้ปลาป่นที่มีการรับรองจากหน่วยงานต่างประเทศ"นายอดิเรก กล่าว

ส่วนกรณีที่ไทยถูกตัดสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร(GSP)นั้น ทำให้ภาษีนำเข้ากุ้งอยู่ในระดับสูงประมาณ 8-12% เมื่อเทียบกับคู่แข่งอย่าง เวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย และอินเดีย รวมไปถึงอเมริกาใต้ แต่บริษัทยังมีฐานธุรกิจกุ้งที่อยู่ในประเทศเวียดนาม อินเดีย และมาเลเซีย ที่จะทดแทนการส่งออกจากไทยไปได้ ทำให้ไม่ได้รับผลกระทบดังกล่าวมากนัก

นายอดิเรก กล่าวว่า แนวโน้มภาวะอุตสาหกรรมการเกษตรในปี 58 นั้นทางสำนักวิจัยเศรษฐกิจการเกษตรคาดการณ์ว่าการผลิตเนื้อไก่ของโลกจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นเป็น 87.4 ล้านตัน ขยายตัวประมาณ 2% เมื่อเทียบกับปี 57 โดยการขยายตัวเป็นไปตามความต้องการบริโภคของกลุ่มประเทศตะวันออกกลางและกลุ่มประเทศในแถบแอฟริกาตอนใต้ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่สมาคมผู้ผลิตไก่เพื่อส่งออกไทยคาดว่าการผลิตเนื้อไก่ของไทยยังคงขยายตัวเพิ่มขึ้นตามจำนวนประชากรและความต้องการบริโภคทั้งจากตลาดภายในและตลาดต่างประเทศ โดยในปีนี้ไทยจะมีปริมาณผลิตเนื้อไก่ราว 1.7 ล้านตัน หรือเพิ่มขึ้น 3% จากปี 57 ขณะที่การส่งออกเนื้อไก่ของไทยคาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นตามปริมาณความต้องการบริโภคที่สูงขึ้นทั้งตลาดญี่ปุ่นและสหภาพยุโรป และตลาดอื่นๆที่มีแนวโน้มนำเข้าเนื้อไก่เพิ่มขึ้น อย่างรัสเซียและฟิลิปปินส์

นอกจากนี้ ทาง United states Department of Agriculture : USDA ได้คาดการณ์การผลิตเนื้อหมูของโลกจะมีปริมาณรวมเพิ่มขึ้นเป็น 111.8 ล้านตัน หรือขยายตัว 1% จากปี 57 โดยผู้ผลิตที่สำคัญ ได้แก่ จีน สหรัฐฯ บราซิล รัสเซีย เวียดนาม แคนาดา และฟิลิปปินส์ จะมีการผลิตเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรของไทยคาดการณ์ว่าจะมีปริมาณผลิตเนื้อหมูในปีนี้รวม 13.1 ล้านตัว เพิ่มขึ้น 2% จากปีก่อน เนื่องจากราคาขายปรับตัวสูงขึ้น และการส่งออกเนื้อหมูชำแหละและแปรรูปจะเพิ่มขึ้น จากราคาเนื้อสุกรที่มีแนวโน้มลดลง รวมทั้งการเปิดตลาดส่งออกใหม่ เช่น ตลาดรัสเซีย เป็นต้น

ด้านสินค้าประเภทกุ้งนั้น ในปี 58 สมาคมกุ้งไทยคาดการณ์ว่าปริมาณผลผลิตกุ้งเลี้ยงของโลกจะเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปี 57 จากการที่ประเทศผู้ผลิตกุ้งดำเนินมาตรการแก้ปัญหาโรคตายด่วนในกุ้งและสร้างความเชื่อมั่นให้แก่เกษตรกรอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งราคากุ้งอยู่ในระดับสูง โดยประเทศไทยคาดการณ์ว่าผลผลิตกุ้งเลี้ยงจะมีปริมาณเพิ่มขึ้นเป็น 3 แสนตัน หรือเพิ่มขึ้น 30% จากปี 57


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ