ทริสฯจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ 8,000 ลบ.ของ THAI ที่ระดับ “A+/Negative"

ข่าวหุ้น-การเงิน Thursday September 17, 2015 18:23 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

ทริสเรทติ้งจัดอันดับเครดิตหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันในวงเงินไม่เกิน 8,000 ล้านบาทของ บมจ.การบินไทย(THAI) ที่ระดับ “A+" ในขณะเดียวกันยังคงอันดับเครดิตองค์กรและหุ้นกู้ไม่ด้อยสิทธิ ไม่มีหลักประกันชุดปัจจุบันของบริษัทที่ระดับ “A+" เช่นกัน โดยแนวโน้มยังคง “Negative" หรือ “ลบ" ทั้งนี้ บริษัทจะนำเงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ชุดใหม่ไปใช้ชำระคืนหนี้ที่ใกล้ครบกำหนดชำระและสำรองเป็นเงินทุนหมุนเวียน

อันดับเครดิตได้รับการปรับเพิ่มขึ้นจากอันดับเครดิตเฉพาะของบริษัทซึ่งสะท้อนถึงการสนับสนุนจากภาครัฐในฐานะที่บริษัทเป็นรัฐวิสาหกิจและสายการบินแห่งชาติ ทั้งนี้ ทริสเรทติ้งเห็นว่ารัฐบาลมีการติดตามแผนการปรับโครงสร้างของบริษัทอย่างใกล้ชิดและจะให้การสนับสนุนที่เข้มแข็งและทันการณ์โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่บริษัทเผชิญกับปัญหาด้านการเงิน อย่างไรก็ตาม อันดับเครดิตมีข้อจำกัดจากการมีภาระหนี้ในระดับสูง ตลอดจนความสามารถในการแข่งขันที่ลดลง ต้นทุนในการดำเนินงานอยู่ในระดับสูง และความอ่อนไหวต่อความเสี่ยงจากเหตุการณ์ต่าง ๆ และความผันผวนของราคาน้ำมัน

แนวโน้มอันดับเครดิต “Negative" หรือ “ลบ" สะท้อนถึงการแข่งขันที่รุนแรงของอุตสาหกรรมการบินและอัตรากำไรของบริษัทที่ปรับลดลง การบรรลุเป้าหมายของแผนการปฏิรูปธุรกิจหรือการสนับสนุนที่เพิ่มขึ้นจากภาครัฐจะเป็นผลดีต่ออันดับเครดิต ในทางตรงข้ามอันดับเครดิตจะได้รับผลกระทบหากภาครัฐลดการสนับสนุนและบริษัทดำเนินแผนการปฏิรูปธุรกิจไม่สำเร็จ

THAI เป็นหนึ่งในสายการบินที่ใหญ่ที่สุดในทวีปเอเซียซึ่งให้บริการการบินเต็มรูปแบบและให้บริการสายการบินคุณภาพระดับกลางผ่านบริษัทย่อยภายใต้ชื่อ “ไทยสมายล์" นอกจากนี้ บริษัทยังถือหุ้นในสัดส่วน 39.2% ใน บมจ.สายการบินนกแอร์(NOK) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการสายการบินต้นทุนต่ำรายสำคัญในประเทศไทยด้วย โดยในเดือนกันยายน 2558 บริษัทให้บริการเส้นทางการบินระหว่างประเทศ ณ สนามบินปลายทาง 60 แห่งทั่วโลก ด้วยเที่ยวบินจำนวน 591 เที่ยวต่อสัปดาห์ และให้บริการเส้นทางการบินในประเทศ ณ สนามบินปลายทาง 11 แห่ง ด้วยเที่ยวบินจำนวน 399 เที่ยวต่อสัปดาห์

บริษัทมีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจเนื่องจากกระทรวงการคลังมีสัดส่วนการถือหุ้นในบริษัท 51% และธนาคารออมสินยังถือหุ้นในบริษัทอีก 2.1% ด้วย ในขณะที่หุ้นของบริษัทในสัดส่วน 15.1% ที่ถือโดยกองทุนวายุภักษ์นั้นจัดเป็นการถือหุ้นโดยผู้ลงทุนภาคเอกชนแม้กองทุนวายุภักษ์จะได้รับการจัดตั้งโดยกระทรวงการคลังเพื่อลงทุนในรัฐวิสาหกิจที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ก็ตาม

ในปี 2557 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เข้าประเทศไทยลดลง 7% เป็น 24.78 ล้านคนเนื่องจากความไม่มั่นคงทางการเมืองภายในประเทศซึ่งส่งผลกระทบในทางลบต่ออัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสารของบริษัท โดยอัตราส่วนดังกล่าวปรับลดลงสู่ระดับ 69% ในปี 2547 เมื่อเปรียบเทียบกับระดับ 74.1% ในปี 2556 อันเป็นผลจากปริมาณการขนส่งผู้โดยสารของบริษัทที่ลดลงอย่างมากถึง 17.4% และการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นจากสายการบินต้นทุนต่ำ อย่างไรก็ตาม จากการมีสถานที่ท่องเที่ยวที่สวยงาม อุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทยมีการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วจากเหตุการณ์ที่ไม่ส่งผลดีต่อการท่องเที่ยวต่าง ๆ ในช่วงครึ่งแรกของปี 2558 จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติปรับตัวเพิ่มขึ้น 28.6% สู่ระดับ 14.76 ล้านคน ซึ่งมาจากการเติบโตอย่างมากของนักท่องเที่ยวชาวเอเชีย ส่งผลให้อัตราส่วนการบรรทุกผู้โดยสารของบริษัทในช่วงครึ่งแรกของปี 2558 ปรับตัวเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 72.8% เทียบกับระดับ 66.9% ของช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ จากเหตุการณ์ระเบิดบริเวณสี่แยกราชประสงค์อาจจะลดอัตราเติบโตของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวจากที่คาดไว้ อย่างไรก็ตาม การควบคุมสถานการณ์ได้ดีจะช่วยจำกัดผลกระทบภายในระยะเวลาอันสั้น

ในเดือนมกราคม 2558 หลังการอนุมัติจากคณะกรรมการนโยบายและกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ (คนร.) บริษัทดำเนินแผนการปฏิรูปธุรกิจ โดยยกเลิกเส้นทางการบินที่ไม่มีกำไร ปลดระวางเครื่องบิน 7 ลำ และเสนอโครงการเกษียณก่อนกำหนดแก่พนักงาน บริษัทยังอยู่ในระหว่างการปรับโครงสร้างองค์กรและโครงสร้างการดำเนินงานของบริษัทให้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ความพยายามในการลดค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงยังคงช้ากว่าที่ได้คาดการณ์ไว้ โดยคาดว่าการดำเนินการตามแผนปฏิรูปธุรกิจจะช่วยปรับปรุงความสามารถในการแข่งขัน ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานและการทำกำไร

ในช่วงครึ่งแรกของปี 2558 อัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานของบริษัทฟื้นตัวสู่ระดับ 12.1% จากระดับ 3.3% ในปี 2557 โดยการปรับตัวดีขึ้นส่วนใหญ่เนื่องจากราคาน้ำมันเครื่องบินลดลงอย่างมาก อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันที่ลดลงได้เพิ่มการแข่งขันให้รุนแรงยิ่งขึ้นโดยเฉพาะจากสายการบินต้นทุนต่ำซึ่งส่งผลให้อัตราการทำกำไรของบริษัทยังถูกกดดันต่อไป ทั้งนี้ ในช่วง 2 ปีข้างหน้าหากแผนการปฏิรูปธุรกิจบรรลุเป้าหมาย ทริสเรทติ้งคาดว่าอัตรากำไรของบริษัทจะปรับเพิ่มขึ้นสู่ระดับประมาณ 20%

ภาระหนี้ของบริษัทอยู่ในระดับสูงมาโดยตลอด โดยอัตราส่วนเงินกู้รวมต่อโครงสร้างเงินทุนของบริษัทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงหลายปีที่ผ่านมาสู่ระดับสูงสุดที่ 87.4% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2558 เนื่องจากบริษัทมีการลงทุนจำนวนมากซึ่งส่วนใหญ่ใช้ไปในการจัดหาเครื่องบินและผลการดำเนินงานขาดทุนในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา ในระยะปานกลางภาระหนี้ของบริษัทจะยังคงอยู่ในระดับสูง โดยในช่วงปี 2559-2561 บริษัทมีแผนรับมอบเครื่องบินจำนวน 14 ลำ ในช่วง 3 ปีข้างหน้าบริษัทมีแผนลงทุนจำนวน 55,000 ล้านบาท โดยบริษัทมีความจำเป็นต้องลงทุนเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของฝูงบิน ทั้งนี้ การใช้งานเครื่องบินใหม่จะเกิดประโยชน์หลายประการ เช่น ปริมาณการใช้น้ำมันและค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงที่ลดลง ทริสเรทติ้ง คาดหวังว่าบริษัทจะมีแผนลดภาระหนี้ในช่วง 2 ปีข้างหน้า

สภาพคล่องของบริษัทปรับตัวดีขึ้น โดยอัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อเงินกู้รวมก็ปรับตัวดีขึ้นจากระดับ 2.2% ในปี 2557 เป็น 4.5% (ปรับเป็นอัตราส่วนเต็มปีด้วยตัวเลข 12 เดือนย้อนหลัง) ในช่วงครึ่งแรกของปี 2558 ส่วนอัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายต่อดอกเบี้ยจ่ายของบริษัทปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 0.7 เท่า เป็น 2.1 เท่าในช่วงเดียวกัน ในระหว่างปี 2559-2560 ทริสเรทติ้งคาดว่าอัตราส่วนเงินทุนจากการดำเนินงานต่อเงินกู้รวมจะอยู่ในระดับสูงกว่า 10% และอัตราส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ยจ่าย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่ายต่อดอกเบี้ยจ่ายจะสูงกว่า 2.5 เท่า ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2558 บริษัทมีเงินสดอยู่ที่ระดับ 22,525 ล้านบาทและวงเงินสินเชื่อที่ยังไม่ได้เบิกจ่ายจำนวน 7,600 ล้านบาท ส่วนในช่วง 12 เดือนข้างหน้าบริษัทจะต้องชำระคืนเงินกู้จำนวน 24,149 ล้านบาทและมีภาระเงินกู้ระยะสั้นจำนวน 18,396 ล้านบาท ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะจัดหาแหล่งเงินเพื่อสำรองให้เพียงพอต่อการชำระหนี้และป้องกันต่อเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดต่าง ๆ นอกจากนี้ คาดว่าภาครัฐยังคงให้การสนับสนุนและช่วยเหลือทางการเงินแก่บริษัทเมื่อมีความจำเป็น


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ