(เพิ่มเติม) SAMART ตั้งเป้าปี 59 รายได้รวม 2.4 หมื่นลบ.เตรียมเงินลงทุน 2 หมื่นลบ.

ข่าวหุ้น-การเงิน Friday January 29, 2016 17:50 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายวัฒน์ชัย วิไลลักษณ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.สามารถ คอร์ปอเรชั่น (SAMART) เปิดเผยว่า ในปี 59 บริษัทตั้งเป้ารายได้รวม 2.4 หมื่นล้านบาท เติบโตราว 25% จากปีก่อน โดยจะมาจาก บมจ.สามารถเทเลคอม (SAMTEL) ธุรกิจสาย ICT solution ตั้งเป้ารายได้ 10,000 ล้านบาท บมจ.สามารถไอ-โมบาย (SIM) สายธุรกิจ Mobile-Multimedia ตั้งเป้ารายได้ 7,000 ล้านบาท

ส่วนธุรกิจ U-Trans ที่ประกอบด้วย บริษัท CATS ,Kampot Power Plant และ Teda ตั้งเป้ารายได้รวม 5,000 ล้านบาท และสายธุรกิจ Related Business ตั้งเป้ารายได้รวม 2,100 ล้านบาท

ทั้งนี้ SAMTEL คาดมีโครงการใหม่ๆ ที่จะเข้าร่วมประมูลในปีนี้ มูลค่ารวม 25,000 ล้านบาท โดยคาดว่าน่าจะเซ็นสัญญาได้ไม่ต่ำกว่า 15,000 ล้านบาท จากปัจจุบันมีงานในมือแล้ว (Backlog) อยู่ 8,200 ล้านบาท

นอกจากนี้ บริษัทยังเตรียมแผนลงทุน 2 หมื่นล้านบาทในปีนี้ ทั้งธุรกิจพลังงาน ไอซีที และโมบาย เพื่อสร้างรายได้ที่ยั่งยืนในอนาคต

นายวัฒน์ชัย กล่าวว่า รายได้ในปีที่แล้วพลาดเป้าหมาย สาเหตุสำคัญมาจากราคาเครื่องโทรศัพท์มือถือลดลงอย่างมาก ทำให้รายได้ของ SIM ปรับตัวลงตามไปด้วย ขณะเดียวกันโครงการภาครัฐออกมาล่าช้า และบางงงานที่ SAMTEL ได้งานแล้วมีการเลื่อนเซ็นสัญญาออกไป

ในปีนี้บริษัทมีแผนจะเปลี่ยนโฉม SIM โดยไม่ยึดติดกับการขายเครื่องมือถือเพียงอย่างเดียว แต่จะเปลี่ยนมาให้บริการด้าน e-commerce ให้เหมาะกับไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป โดยจะเปิดเว็บและแอพพลิเคชั่น ได้แก่ โทรศัพท์ Thailand Mall ที่เป็นศุนย์กลางขายสินค้าไทย, Wapp-Wapp ภายใต้คอนเซ็ปต์ Dilivery to Serve all Your Moments บริการทุกส่งสินค้าและบริการ และ THailand Check-in บริการนักท่องเที่ยว รวมถึงจะปรับเปลี่ยนหน้าร้าน สามารถ ไอ-โมบายในรูปโฉมใหม่ ชื่อ OPEN และร้านซ่อมโทรศัพท์มือถือชื่อ iFix ซึ่งทั้งหมดจะเริ่มเห็นในเดือน มี.ค.นี้

สำหรับเป้าหมายรายได้ของ SIM ในปีนี้ที่ระดับ 7 พันล้านบาทนั้น ส่วนใหญ่ 80% จะมาจากการขายเครื่องมือถือเป็นหลัก ซึ่งตลาดในประเทศคาดว่าจะทำยอดขายเครื่องมือถือได้ไม่น้อยกว่าปีที่แล้ว ที่ขายได้ประมาณ 3 ล้านเครื่อง จากภาพรวมมียอดขายมือถือทั้งระบบ 18 ล้านเครื่อง พร้อมทั้งจะหันไปจำหน่ายเครื่องมือถือมากขึ้นในเมียนมาร์ และจะเปิดตลาดแอฟริกาด้วย ขณะที่รายได้ส่วนที่เหลืออีก 20% จะมาจากธุรกิจด้าน e-commerce ทั้งนี้ คาดว่า SIM จะใช้เงินลงทุนในปีนี้ราว 500-1,000 ล้านบาท

นายวัฒน์ชัย กล่าวว่า บริษัทมีแผนจะนำ บริษัท สามารถยูทรานส์ จำกัด เข้าจดทะเบียนตลาดหลักทรัพย์ในช่วง 1-2 ปี โดยในปีนี้ได้เตรียมความพร้อมสร้างโรงไฟฟ้าจากพลังงานขยะ 4 แห่ง รวมกำลังการผลิต 30-40 เมกะวัตต์ เงินลงทุนรวม 4 พันล้านบาท และเตรียมพร้อมพื้นที่ดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในอนาคต แต่ต้องรอให้กฎเกณฑ์ที่ชัดเจนของทางการออกมาก่อน

ส่วนความคืบหน้าการดำเนินโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เกาะกง ประเทศกัมพูชา ขนาดกำลังการผลิต 2,000 เมกะวัตต์ มูลค่าโครงการราว 1 แสนล้านบาทนั้น นายวัฒน์ชัย คาดว่าภายใน 6 เดือนข้างหน้านี้จะได้ข้อสรุปการเจรจาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)

"เมื่อโรงไฟฟ้าถ่านหินที่เกาะกงเสร็จสัดส่วนรายได้จากธุรกิจพลังงงานจะเข้ามา 40-50% ซึ่งน่าจะเห็น 3-4 ปีข้างหน้า ซึ่งจะเป็นรายได้ประจำเข้ามา"นายวัฒน์ชัย กล่าว

ทั้งนี้ กลุ่ม SAMART ยังคงเป้าหมายรายได้ทะลุ 1 แสนล้านบาทภายในปี 63 หลังจากที่ในปีนี้กลุ่ม SAMART ก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 7 โดยมีแผนรีแบนด์ดิ้งทั้งกลุ่ม รวมทั้งโลโก้ เริ่มจาก SAMART คาดว่าจะเห็นได้ในกลางปีนี้

ด้านนายธีระชัย พงศ์พนางาม กรรมการผู้จัดการ บริษัท สามารถยูทรานส์ จำกัด กล่าวว่า โรงไฟฟ้าถ่านหินที่เกาะกง หากผ่านการเจรจาราคาซื้อขายไฟฟ้ากับ กฟผ.ได้จะมีการลงนามบันทึกข้อตกลงราคาค่าไฟฟ้า(MOU on Tarrif) หลังจากนั้นจึงจัดทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) ต่อไปซึ่งจะดำเนินการคู่ขนานกับการหาแหล่งเงินกู้ โดยโครงการนี้มีธ.กรุงเทพ (BBL) เป็นที่ปรึกษา (FA) แหล่งเงินทุนจะมาจากส่วนทุน 30% และ 70% เป็นเงินกู้โครงการ

ทั้งนี้ โรงไฟฟ้าถ่านหินที่เกาะกง มีแผนจะขายไฟฟ้าเข้าไทย 1,800 เมกะวัตต์ ส่วนที่เหลืออีก 200 เมกะวัตต์จะขายให้กัมพูชา โดยคาดว่าจะมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะเวลา 30 ปี จากเดิมที่คาดไว้ 25 ปี เพื่อให้ได้ราคาค่าไฟฟ้าต่ำลง ซึ่งกลุ่ม SAMART จะเข้าไปถือหุ้นใหญ่ หรือเกินกว่า 50% โดยใช้เวลาก่อสร้าง 4 ปีครึ่ง นำเข้าถ่านหินที่มีค่าความร้อน 5,100 กิโลแคลอรี่/กิโลกรัมมาจากอินโดนีเซีย

นายธีระชัย กล่าวอีกว่า ขณะนี้มีเจ้าของโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำในลาวได้เสนอให้ SAMART เข้าร่วมทุน โดยคาดว่าบริษัทจะเข้าถือหุ้นใหญ่ของโครงการพลังน้ำในลาวขนาดกว่า 10 เมกะวัตต์ มูลค่าโครงการราว 1,000 ล้านบาทหรือ 30 ล้านเหรียญสหรัฐ คาดว่าภายในปีนี้จะได้ความชัดเจนการร่วมลงทุนดังกล่าว


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ