SUSCO คาดปีนี้กำไรโตทำนิวไฮตามขยายปั๊มดันปริมาณขายพุ่ง ชะลอเพิ่มปั๊ม LPG-NGV

ข่าวหุ้น-การเงิน Monday August 29, 2016 17:16 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายชัยฤทธิ์ สิมะโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บมจ.ซัสโก้ (SUSCO) คาดว่ากำไรสุทธิปีนี้จะสูงกว่าระดับ 155 ล้านบาทในปีที่แล้ว หลังช่วงครึ่งแรกปีนี้ทำกำไรสุทธิได้แล้ว 171.84 ล้านบาท ซึ่งการเติบโตของกำไรสุทธิเป็นไปตามรายได้ที่คาดว่าจะเติบโตมาที่ราว 2 หมื่นล้านบาท จากราว 1.9 หมื่นล้านบาทในปีที่แล้ว ขณะที่อัตรากำไร (มาร์จิ้น) เพิ่มขึ้นมาที่ราว 1.6-1.7 บาท/ลิตร

เมื่อพิจารณาเฉพาะกำไรจากการดำเนินงานของบริษัทในปีนี้นับได้ว่าเป็นระดับกำไรที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ นับตั้งแต่บริษัทมาเป็นเวลาเกือบ 40 ปี ตามปริมาณการขายน้ำมันที่คาดทำระดับสูงสุดใหม่ในปีนี้ที่ 1,100 ล้านลิตร เติบโตราว 10-16% จากระดับ 945 ล้านลิตรในปีก่อน โดยครึ่งปีแรกมีปริมาณขายน้ำมันราว 552 ล้านลิตร เติบโต 14% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้บริษัทปรับเพิ่มเป้าหมายอัตราการเติบโตของปริมาณขายปีนี้เพิ่มจากเดิมที่คาดว่าจะเติบโต 8-10%

"ปีนี้กำไรสุทธิจะสูงกว่าปีที่แล้วแน่ แต่ถ้านับเฉพาะ operation น่าจะทำนิวไฮตั้งแต่ตั้งบริษัทมาปีหน้าเราก็จะครบ 40 ปี เพราะยอดขายเราไม่เคยทำได้พันล้านลิตรมาก่อน target ปริมาณขายปีหน้าก็จะโตอีกเราตั้งเป้าโตปีละ 10%"นายชัยฤทธิ์ กล่าว

นายชัยฤทธิ์ กล่าวอีกว่า ปริมาณขายน้ำมันที่เพิ่มขึ้นในปีนี้เป็นผลจากราคาน้ำมันที่ยังอยู่ในระดับต่ำทำให้ความต้องการใช้เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการเติบโตตามแผนการขยายสถานีบริการน้ำมันที่ในปีนี้ตั้งเป้าไว้ 10 แห่ง ปัจจุบันเปิดสถานีบริการน้ำมันไปแล้ว 5-6 แห่ง ส่วนที่เหลือจะเปิดในช่วงที่เหลือของปีนี้ส่งผลให้ทั้งปีนี้จะมีสถานีบริการน้ำมันทั้งสิ้น 230 แห่ง และวางเป้าหมายปีหน้าจะเพิ่มอีก 20 แห่ง โดยใช้เงินลงทุนราว 200 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้มีสถานีบริการน้ำมันทั้งสิ้น 250 แห่งตามเป้าในปี 60

สำหรับปริมาณขายน้ำมันในปีนี้ส่วนใหญ่จะมาจากการขายในประเทศกว่า 500 ล้านลิตร และส่งออกราว 200-300 ล้านลิตร เติบโตราว 6-7% จากปีที่แล้ว โดยมีการส่งออกไปยังจีนตอนใต้, กัมพูชา, เมียนมา, ลาว และเวียดนาม เป็นต้น ส่วนปริมาณขายน้ำมันที่เหลือเป็นการขายน้ำมันเครื่องบิน ส่งผลให้ส่วนแบ่งการขายน้ำมันในประเทศของบริษัทอยู่ที่ราว 3% ใกล้เคียงกับปีที่แล้ว

ส่วนปริมาณการขายน้ำมันในช่วงไตรมาส 3/59 คาดว่าจะอยู่ในระดับใกล้เคียงกับไตรมาส 2 แม้ว่าจะเป็นช่วงโลว์ซีซั่นของธุรกิจที่เป็นช่วงหน้าฝนทำให้ปริมาณการใช้รถยนต์ลดลง แต่ในช่วงต้นไตรมาสจนถึงปัจจุบันยอดขายไม่ได้ลดลงเลย

นายชัยฤทธิ์ กล่าวด้วยว่า การดำเนินธุรกิจสถานีบริการก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) และก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (NGV) ในปีนี้ยังไม่มีแผนที่จะขยายการดำเนินธุรกิจ หลังจากยอดขายปั๊ม LPG ที่มีอยู่ 8 แห่งมียอดขายลดลง 6-7% และยอดขาย NGV ที่มีอยู่ 12 แห่งมียอดขายทรงตัวจากเดิมที่เคยเติบโตราว 7-8% รับผลกระทบตามสถานการณ์ราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับต่ำ โดยการขยายธุรกิจ NGV ยังต้องรอดูความชัดเจนจาก บมจ.ปตท. (PTT) ซึ่งเป็นผู้จำหน่ายด้วย โดยการพิจารณาต้องคำนึงถึงเงื่อนไขที่เหมาะสมด้วย

"การขยายทั้ง NGV และ LPG โอกาสยังยาก แต่ LPG ก็จะไม่ปิดเพราะเราได้เปรียบกว่าคนอื่นที่เราทำอยู่ในปั๊มน้ำมันอยู่แล้วทั้งหมด ไม่มีค่าดำเนินการเยอะ การขายก็ยังไปได้เรื่อย ๆ"นายชัยฤทธิ์ กล่าว

นายชัยฤทธิ์ กล่าวว่า บริษัทยังมีแผนการปรับธุรกิจนอนออยล์ที่ปัจจุบันแม้จะมีสัดส่วนรายได้ไม่ถึง 1% ของรายได้ของบริษัท แต่ก็จะเป็นส่วนที่ช่วยสนับสนุนให้มีลูกค้าเข้ามาใช้บริการภายในสถานีบริการน้ำมันเพิ่มขึ้น โดยในส่วนของร้านค้าสะดวกซื้อได้มีการเจรจากับ LAWSON 108 เพื่อเข้าเปิดร้านในสถานีบริการมากขึ้น โดยในปีนี้คาดว่าจะเปิดให้บริการเพิ่มเติมเป็น 10 แห่งและปีหน้าจะเปิดอีก 10 แห่ง ซึ่งบริษัทจะมีรายได้จากการเก็บค่าเช่าพื้นที่และมีส่วนแบ่งกำไรบางส่วน ขณะที่จะทยอยลดร้านสะดวกซื้อในแบรนด์ของซัสโก้ลงจากปัจจุบันที่มีอยู่กว่า 30 แห่ง

นอกจากนี้ ในส่วนของการเปิดโรงแรมในสถานีบริการน้ำมันนั้นบริษัทจะได้รับในส่วนของค่าเช่าพื้นที่เท่านั้น โดยปัจจุบันมีกลุ่มบมจ.ดิ เอราวัณ กรุ๊ป (ERW) ที่มาเช่าพื้นที่เปิดแบรนด์ HOP INN ที่เตรียมจะเปิดให้บริการในปีหน้าที่ จ.ระยอง นอกจากนี้ยังได้เจรจากับกลุ่มธุรกิจอาหารอื่นเพื่อดึงมาเปิดให้บริการในสถานีบริการน้ำมันด้วย

ขณะเดียวกัน บริษัทยังมองหาโอกาสการลงทุนในธุรกิจด้านพลังงานอื่นเพิ่มเติมด้วย เนื่องจากมีภาระหนี้สินต่อทุน (D/E) ต่ำประมาณ 0.5 เท่า แต่ต้องได้อัตราผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) เป็นตัวเลขสองหลักขึ้นไป โดยที่ผ่านมาได้ศึกษาการลงทุนโซลาร์ฟาร์มที่ญี่ปุ่น แต่พบว่ามี IRR ต่ำ รวมถึงโรงไฟฟ้าจากชีวมวลก็ยังมีปัญหาเรื่องวัตถุดิบ ขณะที่ปัจจุบันยังมองโอกาสการลงทุนในโซลาร์ฟาร์มส่วนราชการและสหกรณ์ภาคการเกษตรที่ภาครัฐกำลังจะเปิดรับซื้อรอบใหม่ เบื้องต้นคาดว่าจะได้ IRR ราว 10-12% แต่ต้องรอความชัดเจนก่อน


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ