(เพิ่มเติม) PF จับมือธนารักษ์พัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษ จ.ตราด มูลค่าลงทุนกว่า 3 พันลบ.เจรจา BA ร่วมมือ

ข่าวหุ้น-การเงิน Wednesday November 23, 2016 16:30 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายจักรกฤศฏิ์ พาราพันธกุล อธิบดีกรมธนารักษ์ เปิดเผยว่า กรมฯร่วมกับ บมจ.พร็อพเพอร์ตี้ เพอร์เฟค (PF) ซึ่งได้รับสิทธิการพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจพิเศษจังหวัดตราด โดยโครงการลงทุนภายใต้วิสัยทัศน์ Gloden Gateway เปิดประตูกากรค้าและการท่องเที่ยวสู่ภูมิภาค ซึ่งตั้งเป้าหมายให้เป็นเมืองศูนย์กลางการท่องเที่ยวนานาชาติ เมืองอาหารปลอดภัย และเมืองบริการการค้าระหว่างประเทศครบวงจร มูลค่าการลงทุนกว่า 3 พันล้านบาท ไม่ร่วมค่าเช่า ค่าธรรมเนียม

สำหรับแผนแม่บทการใช้ประโยชน์ในที่ดินแบ่งโซนนิ่งเป็น โซนพื้นที่สีเขียว ประกอบด้วย ศูนย์อนุรักษ์ป่าชายเลน อนุสาวรีย์และพิพิธภัณฑ์ สวนสาธารณะพื้นที่สีเขียวและแหล่งน้ำ ศูนย์บริการชุมชน ศูนย์ราชการ

โซนพาณิชยกรรม ประกอบด้วย โรงพยาบาล ศูนย์แสดงสินค้าท้องถิ่นและนานาชาติ ตลาดนัดชุมชน และลานกิจกรรม

และ โซนอุตสาหกรรมเชิงนิเวศน์ เป็นเขตอุตสาหกรรมการเกษตร เป็นต้น

"การดำเนินการดังกล่าว คาดว่าจะช่วยเพิ่มรายได้ด้านการท่องเที่ยวให้กับจังหวัดตราด 6 เท่า หรือจากปัจจุบันมีรายได้ด้านการท่องเที่ยว 1.31 หมื่นล้านบาท เป็น 8.04 หมื่นล้านบาท เมืองอาหารปลอดภัย จากเดิมมีรายได้ 1.77 หมื่นล้านบาท เป็น 5 หมื่นล้านบาท เมืองบริการการค้าระหว่างประเทศครบวงจร จากเดิมรายได้ 2.61 หมื่นล้านบาท เป็น 6.5 หมื่นล้านบาท"นายจักรกฤศฏิ์ กล่าว

ทั้งนี้ กรมธนารักษ์จะดำเนินการขับเคลื่อนในการเปิดประมูลสรรหาเอกชนลงทุนพัฒนาพื้นที่เขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษหนองคาย มุกดาหาร และตาก ประมาณเดือน ม.ค.60 โดยแผนดำเนินงานได้วางเป้าหมายให้แล้วเสร็จภายในปี 60

นายชายนิด อรรถญาณสกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร PF เปิดเผยว่า เขตเศรษฐกิจพิเศษตราดมีพื้นที่พัฒนาทั้งหมด 895 ไร่ ความยาว 15 กิโลเมตร ใกล้ชายฝั่งอ่าวไทย โดยมีสัญญาเช่า 50 ปี + 50 ปี โดยบริษัทจะใช้งบลงทุนทั้งหมดกว่า 5 พันล้านบาท เงินลงทุนจากกระแสเงินสดของบริษัท เป็นการทยอยใช้เงินลงทุน เพื่อการจ่ายค่าเช่าพื้นที่ให้กรมธนารักษ์ทั้งหมด 50 ปี อยู่ที่ 2 พันล้านบาท ซึ่งจ่ายงวดแรกแล้ว 200 ล้านบาท และงบลงทุนก่อสร้างโครงการต่างๆอีกกว่า 3 พันล้านบาท ซึ่งการก่อสร้างจะใช้ระยะเวลาทั้งหมด 6-8 ปี เริ่มตั้งแต่ปลายปี 60 โดยในช่วงต้นปีหน้าบริษัทจะยื่นรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบต่อสิงแวดล้อม (EIA)

บริษัทจะตั้งบริษัทลูกขึ้นมาใหม่ในปีหน้าเพื่อรองรับการดำเนินงานโครงการต่างๆ ในพื้นที่ดังกล่าว รวมถึงจะใช้บริษัทลูกนี้ไปร่วมทุนกับพันธมิตร ซึ่งอยู่ระหว่างการมองหาพันธมิตรที่มีศักยภาพและสนใจการพัฒนาโครงการในพื้นที่จังหวัดตราด โดยจะเน้นพันธมิตรในประเทศก่อน

ส่วนประกอบในโครงการ ได้แก่ โรงแรม ห้างสรรพสินค้า ตลาดสินค้าเกษตร ร้านค้าปลอดภาษี สวนสนุก สวนสาธารณะ โรงพยาบาล และแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ ซึ่งการลงทุนจะให้ผลตอบจากการลงทุนอยู่ที่ 10-20% ต่อปี โดยบริษัทคาดว่าการลงทุนโครงการดังกล่าวจะคืนทุนได้ในระยะเวลา 6 ปี หรือภายในปี 66 และจะสร้างรายได้ค่าเช่าให้กับบริษัทเฉลี่ยปีละ 400-500 ล้านบาทต่อปี

นายชายนิด กล่าวอีกว่า บริษัทได้มีการพูดคุยกับนายแพทย์ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ประธานคณะผู้บริหาร บมจ.การบินกรุงเทพ (BA) เพื่อเชิญชวนให้เข้ามาร่วมพัฒนาพื้นที่จังหวัดตราดแบบคู่ขนาน เนื่องจากสายการบินบางกอกแอร์เวย์มีความต้องการขยายความเชื่อมโยงการท่องเที่ยวของจังหวัดตราด จากปัจจุบันมีเที่ยวบินของบางกอกแอร์เวย์บินลงทุกวัน แต่ยังมีจำนวนเที่ยวบินไม่มาก ขณะที่ในอนาคตสนามบินตราดจะเปลี่ยนเป็นสนามบินนานาชาติเพื่อให้สามารถรองรับเที่ยวบินจากต่างประเทศ

อีกทั้งสายการบินบางกอกแอร์เวย์ยังสนใจเข้าร่วมประมูลสัมปทานสนามบินเกาะกงของประเทศกัมพูชา หากเชื่อมโยงกับสนามบินตราดก็จะสามารถรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องการท่องเที่ยวทั้งในไทยและกัมพูชา ซึ่งเป็นโอกาสในการขยายการท่องเที่ยวในจังหวัดตราดเพิ่มขึ้น เพราะนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาเกาะกงจะต้องผ่านจังหวัดตราดก่อน

"เรามองว่าที่ดินผืนนี้เหมาะแก่การลงทุน เพราะในอนาคตจะมีการพัฒนาเป็นสนามบินตราดเป็นสนามบินนานาชาติ มีท่าเรือคลองใหญ่ ซึ่งจะพัฒนาเป็นท่าเรือสำหรับการค้าและการท่องเที่ยว โดยผมได้มีการคุยกับหมอปราเสริฐแล้ว เขาก็มีแผนที่จะลงทุนพัฒนาเป็นสนามบินนานาชาติ และมีความตั้งใจที่จะทำให้ตราดติด 1 ใน 5 จังหวัดท่องเที่ยวรองจากภูเก็ต พัทยา หัวหิน และเชียงใหม่ และมีนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้นจาก 1 ล้านคน เป็น 5 ล้านคนต่อปี โดยการลงทุนของทั้ง 2 บริษัทจะเป็นการลงทุนแบบคู่ขนาน"นายชายนิด กล่าว

นายชายนิด ยังมองแนวโน้มของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปีหน้า คาดว่าจะมีการเติบโตได้ดีกว่าปีนี้ที่คาดว่าภาพรวมจะทรงตัว เนื่องจากภาวะการชะลอตัวในไตรมาส 4/59 จากปัจจัยในประเทศ ทำให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์หลายรายเลื่อนเปิดโครงการไปเป็นปีหน้า และ ทำให้แนวโน้มการเปิดโครงการใหม่ในปี 60 เพิ่มมากขึ้น ซึ่งคาดว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์จะมีความคึกคักมากขึ้นในปีหน้าด้วย

นอกจากนี้ ความชัดเจนและการเร่งการพัฒนาโครงการโครงสร้างพื้นฐานต่างๆของภาครัฐ จะเป็นตัวช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนมากขึ้น รวมถึงเพิ่มความต้องการซื้ออสังหาริมทรัพย์ของประชาชน และทำให้ผู้ประกอบการอสังหาริมทรัพย์สามารถพัฒนาโครงการในทำเลใหม่ๆได้เพิ่มขึ้น ซึ่งการที่โครงการโครงสร้างพื้นฐานของภาครัฐออกมาล่าช้าในปีนี้ ส่งผลฉุดตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยในปี 59 ชะลอตัว

"โปรเจ็คต์อินฟราสตรัคเจอร์ต่างๆ ในปีหน้า ไม่ว่าจะเป็นโครงการลงทุนรถไฟฟ้าสายสีส้ม สีชมพู สีเหลือง จะเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยและภาคอสังหาในปีหน้า หลังจากปีนี้มีความล่าช้าออกไป ซึ่งการขยายโครงการรถไฟฟ้าสายใหม่ๆจะทำให้ผู้ประกอบการอสังหาฯมีความมั่นใจในการลงทุนตาม และเป็นการเปิดทำเลพัฒนาในพื้นที่ใหม่ๆด้วย"นายชายนิด กล่าว

ส่วนแนวโน้มราคาขายอสังหาริมทรัพย์ในปี 60 คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากปีนี้อย่างแน่นอน ซึ่งเป็นผลมาจากราคาที่ดินที่เพิ่มขึ้นในทุกๆปี แม้ว่าราคาวัสดุก่อสร้างและค่าก่อสร้างจะยังทรงตัวอยู่ อย่างไรก็ตาม การซื้อที่ดินในปีหน้าคงต้องเผชิญกับราคาที่แพงขึ้น ซึ่งจะเห็นผู้ประกอบการรายใหญ่ในตลาดจับมือร่วมกันซื้อที่ดินแปลงใหญ่และแบ่งกันพัฒนาโครงการ โดยในปีนี้บริษัทได้มีการขายที่ดินแปลงใหญ่ย่านกรุงเทพกรีฑาและรังสิตให้กับผู้ประกอบการรายใหญ่ อย่าง PS, SIRI และ SC

ปัจจัยเสี่ยงที่อาจจะมีผลกระทบต่อภาคอสังหาริมทรัพย์ไทยในปีหน้า คือ ความไม่แน่นอนของภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังมีความไม่แน่นอนจากปัจจัยในประเทศ และความเสี่ยงของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะนโยบายของประธานธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯจะกระทบต่อเศรษฐก์จโลกอย่างไร ซึ่งความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นจะส่งผลต่อการตัดสินใจลงทุนและการตัดสินใจซื้อของทั้งผู้ประกอบการและลูกค้า


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ