(เพิ่มเติม1) DRT ตั้งเป้าปี 60 รายได้โตไม่ต่ำกว่า 5% เน้นขยายตลาดส่งออกไป CLMV เพิ่ม

ข่าวหุ้น-การเงิน Thursday February 16, 2017 14:42 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

บมจ.ผลิตภัณฑ์ตราเพชร (DRT) วางเป้ารายได้ปี 60 เติบโตไม่ต่ำกว่า 5% โดยจะเน้นการขยายตลาดส่งออกในกลุ่ม CLMV เพิ่มขึ้น ซึงบริษัทตั้งเป้าสัดส่วนรายได้จากการส่งออกในปีนี้จะขยับขึ้นเป็น 18-19% จากปีก่อนอยู่ที่ 17-18% ขณะที่ตลาดในประเทศจะเน้นการขยายช่องทางขายผ่านร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ และการขายให้กับโครงการอสังหาริมทรัพย์ นอกจากนั้นในปีนี้บริษัทเตรียมงบลงทุนราว 200 ล้านบาทเพื่อปรับปรุงเครื่องจักรและขยายสถานที่จัดเก็บสินค้า

นายสาธิต สุดบรรทัด กรรมการผู้จัดการ DRT เปิดเผยว่า ตลาดในประเทศนั้นบริษัทยังชูจุดแข็งของตราเพชรด้านสินค้าที่หลากหลายสามารถนำไปสร้างบ้านได้ทั้งหลังและมีบริการช่างติดตั้งเป็นแรงช่วยในการขยายตลาดเพื่อกระตุ้นการตัดสินใจของลูกค้า ทั่งช่องทางขายห้างค้าปลีกวัสดุก่อสร้างขนาดใหญ่และลูกค้าอสังหาริมทรัพย์ โดยสัดส่วนรายได้จากการขายในห้างค้าปลีกวัสดุก่อสร้างขนาดใหญ่ในปีนี้คาดว่าจะเพิ่มเป็น 14-15% จากปีก่อนที่ 13% และสัดส่วนรายได้จากการขายให้กับโครงการอสังหาริมทรัพย์จะเพิ่มเป็น 15% จากปีก่อนที่ 14%

ส่วนร้านค้าตัวแทนจำหน่ายยังคงเป็นช่องทางการขายที่บริษัทให้ความสำคัญ โดยจะรักษาสัดส่วนยอดขายไว้ที่กว่า 50% "แผนธุรกิจปี 60 จะเน้นรุกตลาด CLMV มากขึ้น เพื่อเพิ่มสัดส่วนตลาดส่งออก และก็ยังมีกลยุทธ์การรุกตลาดทุกช่องทางการขายทั้งในและต่างประเทศแบบ 360 องศาด้วยเช่นกัน เราประเมินว่าปีนี้การขายในประเทศช่องทางห้างค้าปลีกวัสดุก่อสร้างและตลาดส่งออกยังคงเป็นพระเอกที่ช่วยผลักดันการเติบโต โดยกลุ่มสินค้าบอร์ด ไม้พื้น ไม้รั้ว จะมีความต้องการใช้เพื่อนำไปก่อสร้างที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น อีกทั้งเรายังคงมุ่งมั่นการสร้างตราสินค้าพร้อมทำรายการส่งเสริมการขายและการให้บริการที่ดีจากทีมช่างตราเพชร เพื่อเสริมศักยภาพการทำตลาดให้แข็งแกร่งและรองรับโอกาสจากการฟื้นตัวของตลาดวัสดุก่อสร้าง"นายสาธิต กล่าว

ขณะที่ภาพรวมตลาดวัสดุก่อสร้างในปี 60 คาดว่าจะเติบโตประมาณ 5% จากปัจจัยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ การเร่งเบิกจ่ายงบประมาณและการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมที่จะส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์และความต้องการใช้วัสดุก่อสร้างที่เพิ่มขึ้นจากการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยแนวราบ การขยายตัวของเศรษฐกิจในต่างจังหวัดที่มีพรมแดนติดกับประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงราคาพืชผลการเกษตรที่เพิ่มขึ้น เช่น ยางพารา และอ้อย ซึ่งล้วนส่งผลดีต่อบรรยากาศการจับจ่ายและกำลังซื้อของผู้บริโภค

ทั้งนี้ บริษัทได้เตรียมงบลงทุนเพื่อขยายธุรกิจในปีนี้ราว 200 ล้านบาท ซึ่งจะนำมาใช้สำหรับการปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักรที่ดีขึ้น การลงทุนขยายพื้นที่จัดเก็บสินค้า รวมถึงวิเคราะห์แนวโน้มความต้องการไช้สินค้าเพื่อพิจารณาการลงทุนรองรีบความต้องการใช้ในอนาคต

นายสาธิต เปิดเผยว่า บริษัทคาดว่ารายได้ในไตรมาส 1/60 จะเป็นไตรมาสที่มีรายได้สูงที่สุดของปีนี้ ซึ่งเป็นไปตามภาวะปกติของธุรกิจ ซึ่งในช่วงครึ่งปีแรกถือเป็นช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจ ซึ่งโดยปกติรายได้ของบริษัทในไตรมาสแรกของปีจะเติบโตเฉลี่ย 5% แต่ในปีนี้คาดว่าสูงกว่าปกติอีกราว 5% เพราะได้รับอานิสงส์จากตลาดซ่อมแซมบ้านเรือนของประชาชนภาคใต้หลังผ่านพ้นภาวะน้ำท่วมไปแล้ว

"ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมายอดขายของบริษัทก็น่าพอใจ แม้ว่าจะเป็นช่วงเริ่มต้นก็ตาม แต่ผมคาดว่าไตรมาส 1 นี้รายได้น่าจะเติบโตสูงกว่าปกติ 5% เพราะได้รับปัจจัยของตลาดซ่อมแซมที่ขยายตัว โดยเฉพาะการซ่อมแซมบ้านในภาคใต้หลังน้ำท่วม และการที่รัฐบาลมีการอัดฉีดเม็ดเงินช่วยเหลืออีก แต่ก็เป็นปัจจัยหนุนชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งโดยปกติครึ่งปีแรกถือเป็นช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจ"นายสาธิต กล่าว

อย่างไรก็ตาม บริษัทมองว่าในปีนี้มีปัจจัยหนุนตลาดวัสดุก่อสร้างให้ขยายตัวราว 5% ตามตลาดซ่อมแซมที่คาดว่าจะขยายตัวได้สูงถึง 40% เพราะปัจจุบันที่ภาวะเศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวขึ้นอย่างชัดเจน ทำให้ประชาชนระมัดระวังการใช้จ่ายในการซื้อที่อยู่อาศัยใหม่ และหันมาซ่อมแซมที่อยู่อาศัยปัจจุบันมากขึ้น เพราะใช้เงินน้อยกว่า

นายสาธิต กล่าวว่า หากภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อกลับมาฟื้นตัวอย่างชัดเจน บริษัทคาดว่ามีโอกาสที่จะขยายกำลังการผลิตอีก 10% ในปี 61 จากกำลังการผลิตปัจจุบันที่ 9.82 แสนตัน/ปี เพื่อรองรับการขยายตัวในอนาคต และรองรับสัดส่วนรายได้จากการส่งออกที่บริษัทตั้งเป้าเพิ่มเป็น 20% ในปีหน้า


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ