(เพิ่มเติม) BANPU ตั้งงบลงทุนปี 60 รวม 210 ล้านเหรียญฯ,ปริมาณขายถ่านหินใกล้เคียงปีก่อน-ราคาไม่ต่ำกว่า 50 เหรียญ/ตัน

ข่าวหุ้น-การเงิน Monday February 27, 2017 18:25 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

บมจ.บ้านปู (BANPU) ตั้งงบลงทุนในปี 60 รวม 210 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยแบ่งเป็นธุรกิจถ่านหิน 30 ล้านเหรียญสหรัฐ ธุรกิจพลังงาน 117 ล้านเหรียญสหรัฐ และธุรกิจใหม่ คือ Oil & Gas ราว 63 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่คาดปริมาณขายถ่านหินในปีนี้จะอยู่ระดับใกล้เคียงกับปีก่อน ส่วนราคาถ่านหินคาดว่าจะทำได้ไม่ต่ำกว่า 50 เหรียญสหรัฐ/ตัน

นางสมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BANPU กล่าวว่า แผนการดำเนินงานในปี 60 ยังมุ่งมั่นพัฒนาทุกกลุ่มธุรกิจให้แข็งแกร่ง รวมถึงพัฒนาศักยภาพด้านการจัดการและด้านการลงทุนเพื่อสร้างเสริมความเชี่ยวชาญในธรุกิจพลังงานตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำอย่างต่อเนื่อง โดยเงินลงทุนในปีนี้ จะแบ่งเป็น การลงทุนธุรกิจพลังงาน ซึ่งเป็นธุรกิจไฟฟ้า ได้แก่ โซลาร์ฟาร์มในญี่ปุ่น 44 ล้านเหรียญสหรัฐ ,โซลาร์ฟาร์มในจีน 28 ล้านเหรียญสหรัฐ และโรงไฟฟ้าถ่านหินซานซีลู่กวง (SKG) ในจีน 45 ล้านเหรียญสหรัฐ

ส่วนการลงทุนในธุรกิจถ่านหิน 30 ล้านเหรียญสหรัฐ จะเป็นการทำเทรดดิ้ง และเงินลงทุนอีก 63 ล้านเหรียญสหรัฐ จะใช้ในธุรกิจ Oil & Gas ซึ่งที่ผ่านมาบริษัทลงทุนธุรกิจก๊าซธรรมชาติแหล่งที่สอง (NEPA หรือ Northeast Pennsylvania) ในบริเวณเดียวกันกับแหล่งแรก จะสามารถรับรู้รายได้ตั้งแต่ไตรมาส 1/60 โดยบริษัทยังคงมุ่งหน้าที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มจากการลงทุนในธุรกิจต้นน้ำนี้ และมองหาโอกาสในการลงทุนเพิ่มเติมเพื่อสร้างสมดุลให้กับธุรกิจพลังงานประเภทต่าง ๆ ของบริษัทต่อไป

อย่างไรก็ตามการเข้าลงทุนธุรกิจ Oi l& Gas จะค่อย ๆ ลงทุนอย่างระมัดระวัง เพราะเป็นธุรกิจใหม่และอยู่ไกลถึงสหรัฐ โดยลงทุนไปแล้ว 2 แหล่งรวมเงินลงทุน 180 ล้านเหรียญสหรัฐ

นอกจากนี้บริษัทยังจะจัดสรรงบอีก 100 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพเหมืองถ่านหินเดิม เพื่อรักษากำลังการผลิต แบ่งเป็นการลงทุนเหมืองในออสเตรเลีย 70 ล้านเหรียญสหรัฐ และเหมืองในอินโดนีเซีย ใช้งบ 30 ล้านเหรียญสหรัฐ

โดยบริษัทต้องการเพิ่มปริมาณสำรองถ่านหินเพิ่มขึ้นเป็น 15 ปี จากปัจจุบันมีสำรองอยู่ 8 ปี โดยจะซื้อเหมืองใหม่เข้ามาในประเทศเดิมที่มีเหมืองถ่านหินอยู่แล้วคืออินโดนีเซีย และออสเตรเลียซึ่งกำลังพิจารณาอยู่ หรือลงทุนขุดให้ลึกลงไปมากขึ้น

สำหรับภาพรวมตลาดถ่านหินตลาดโลกในปีนี้ คาดว่าความต้องการใช้และปริมาณถ่านหินจะเพิ่มขึ้นใกล้เคียงกันในระดับ 5 ล้านตัน ประกอบกับจีนปรับนโยบายการผลิตถ่านหินให้สมดุลกับความต้องการใช้ โดยลดจำนวนวันผลิตลง ก็มีส่วนให้ราคาถ่านหินปรับตัวสูงขึ้น ดังนั้นมองว่าธุรกิจถ่านหินน่าจะถึงจุดต่ำสุดเมื่อปีที่แล้ว และอนาคตคาดว่าดัชนีราคาถ่านหินจะกลับมาเป็นบวก

"ปี 60 ให้รอดูธุรกิจถ่านหิน ถ้าราคาขึ้นไปมาก ธุรกิจจะกลับมาแรง"นางสมฤดี กล่าว

นางสมฤดี กล่าวว่า ปีที่ผ่านมา กำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย, ภาษี ,ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) มีจำนวน 540 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยธุรกิจถ่านหินยังคงสร้าง EBITDA ให้มากสุดระดับ 378 ล้านเหรียญสหรัฐ รองลงมาเป็นธุรกิจไฟฟ้ามี 155 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนธุรกิจ Oil&Gas มีเพียง 7 ล้านเหรียญสหรัฐ

ส่วนการดำเนินงานของ บมจ.บ้านปู เพาเวอร์ (BPP) ในอนาคตนั้น บริษัทเชื่อมั่นในศักยภาพด้านการบริหารจัดการธุรกิจไฟฟ้าและขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าของ BPP ให้ได้ตามเป้าหมาย 4,300 เมกะวัตต์ ในปี 68 โดยมีสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนไม่น้อยกว่า 20%

นอกจากนี้บริษัทยังมีความพร้อมให้บริการห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Management) และเดินหน้าพัฒนาระบบการจัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างมูลค่าระยะยาวให้แก่ผู้ถือหุ้นและผู้มีส่วนได้เสีย

“บ้านปูฯ ยังคงเดินหน้านำเทคโนโลยีใหม่ที่เหมาะสมมาใช้เพื่อบริหารมูลค่าเหมืองถ่านหินที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพการผลิตสูงสุดเพื่อให้ได้ปริมาณถ่านหินที่เหมาะสมกับสภาวะตลาด ตลอดจนควบคุมการผลิตและดูแลค่าใช้จ่ายอย่างรัดกุม มุ่งเน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มจากการผลิตถ่านหินที่มีคุณภาพสูง การขยายฐานลูกค้าไปในตลาดที่ให้ราคาถ่านหินสูง และการให้บริการด้านโลจิสติกส์ พร้อมมองหาโอกาสทางธุรกิจจากพลังงานทางเลือกใหม่ๆ ในประเทศที่บริษัทฯ เข้าไปดำเนินธุรกิจ และในกลุ่มประเทศ CLMV เพื่อส่งเสริมให้บริษัทก้าวสู่ความเป็นผู้นำธุรกิจด้านพลังงานอย่างมั่นคงในภูมิภาคเอเซีย-แปซิฟิกต่อไป"นางสมฤดี กล่าว

นางสมฤดี กล่าวอีกว่า การที่ MSCI Index จะปรับเพิ่มน้ำหนักหุ้น BANPU ก็ช่วยให้นักลงทุนต่างชาติกลับมาสนใจหุ้น BANPU อีกครั้งตามดัชนีราคาถ่านหิน ซึ่งขณะนี้มีสัดส่วนนักลงทุนต่างชาติกว่า 20% จากที่เคยมีสัดส่วนสูงสุดถึง 50% ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา ทั้งนี้ในเดือนมี.ค.นี้บริษัทจะเดินทางไปโรดโชว์ที่สิงคโปร์ และฮ่องกง , พ.ค. ไปโรดโชว์ที่ยุโรป และสหรัฐ, ก.ย.จะไปสิงคโปร์ และฮ่องกงอีกครั้ง

ด้านนายสมยศ รุจิรวัฒน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BANPU คาดว่าในปีนี้ปริมาณขายถ่านหินอยู่ที่ 45 ล้านตัน ใกล้เคียงปีก่อนที่ 44.5 ล้านตัน ส่วนราคาขายถ่านหินคาดว่าจะไม่ต่ำกว่า 50 เหรียญสหรัฐ/ตัน จากราคาเฉลี่ย 52 เหรียญสหรัฐ/ตันในปีที่แล้ว ขณะที่ราคาถ่านหินตลาดจร (spot) ปีก่อนอยู่ที่ระดับเฉลี่ย 81-82 เหรียญสหรัฐ/ตัน และคาดว่าราคาขายปีนี้จะดีกว่าปีก่อน

โดยเหมืองถ่านหินในอินโดนีเซีย ขณะนี้ได้ขายล่วงหน้าแล้ว 51% ส่วนถ่านหินในออสเตรเลียขายล่วงหน้าแล้ว 60% และเหลือจำนวนที่มีสัญญาระยะยาวราคาต่ำเพียง 1.5 ล้านตันซึ่งจะหมดสัญญาในปีนี้ ขณะที่ปีนี้จะเป็นปีแรกที่ใช้กลยุทธ์ราคาขายโดยจะซื้อจากแหล่งถ่านหินอื่นเพื่อนำมาผสมกับถ่านหินที่ผลิตเองเพื่อให้การขายทำได้หลากหลาย

ขณะที่นายสุธี สุขเรือน ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายการเงิน ของ BANPU กล่าวว่า บริษัทจะเสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อขออนุมัติวงเงินออกหุ้นกู้ 2 หมื่นล้านบาทเนื่องจากเป็นวงเงินที่ขอไว้เกิน 5 ปีจึงต้องอนุมัติใหม่ จะทำให้บริษัทกลับมามีวงเงินหุ้นกู้ 6 หมื่นล้านบาท และในไตรมาส 2/60 หรือช่วงครึ่งปีหลังจะตัดสินใจว่าจะระดมทุนผ่านหุ้นกู้ หรือกู้เงินจากสถาบันการเงิน โดยปีนี้บริษัทมีเงินกู้ที่ครบกำหนดชำระบางส่วน ขณะเดียวกันก็ต้องการเพิ่มสัดส่วนหนี้สินที่มีอัตราดอกเบี้ยคงที่เพิ่มเป็น 70% จากปัจจุบันมีสัดส่วน 63%


แท็ก (BANPU)   บ้านปู   สหรัฐ   oil   gas  

เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ