PTTGC ขยับเพิ่มเป้ารายได้ปีนี้หลัง Q1/60 โตพุ่ง,มั่นใจ Q3-Q4 ฟื้นต่อเนื่องจาก Q2 ทรุดต่ำสุดรอบปี ได้ MAX หนุน

ข่าวหุ้น-การเงิน Tuesday May 16, 2017 16:32 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นางสาวดวงกมล เศรษฐธนัง รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงินและบัญชี บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) ขยับเป้าหมายรายได้ในปีนี้เป็นเติบโต 26% มาที่ 4.4 แสนล้านบาท จากเดิมคาดว่าจะเติบโต 25% หลังจากไตรมาส 1/60 ทำรายได้สูงถึง 107,149 ล้านบาท เติบโตขึ้นถึง 33% เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน สาเหตุหลักเนื่องจากราคาผลิตภัณฑ์ปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันดิบ

อย่างไรก็ตาม บริษัทคาดว่าผลการดำเนินงานไตรมาส 2/60 จะปรับตัวลงไปสู่ระดับต่ำสุดในรอบปี จากการหยุดซ่อมบำรุงโรงโอเลฟินส์บางโรง และโรงงานอะโรเมติกส์บางโรงเป็นเวลา 45 วัน ส่งผลให้การใช้กำลังการผลิตโอเลฟินส์อยู่ที่ 90% และอะโรเมติกส์ อยู่ที่ 65% ส่วนโรงกลั่นน้ำมันยังคงเดินเครื่องผลิตเต็มที่

ด้านส่วนต่าง (สเปรด) ปิโตรเคมีอาจจะอ่อนตัวลงจากไตรมาส 1/60 เล็กน้อย จากผลิตภัณฑ์ Butadiene และเบนซีนที่เริ่มมีปริมาณการผลิตเพิ่มเข้ามาในตลาดมากขึ้น ส่วนค่าการกลั่น (GRM) คาดว่าจะรักษาอยู่ระดับเดียวกันกับไตรมาส 1/60 ที่ราว 6 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล

แต่บริษัทยังเชื่อว่าผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 และไตรมาส 4 ของปีนี้จะฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง หลังการซ่อมบำรุงโรงงานผ่านพ้นไปแล้ว และจะทำให้ไตรมาสสุดท้ายของปีนี้มีปริมาณการผลิตมากที่สุดในรอบปี ซึ่งจะช่วยหนุนผลการดำเนินงานในภาพรวม

นางสาวดวงกมล กล่าวว่า ภาพรวมทั้งปี 60 บริษัทปรับเพิ่มเป้าหมายรายได้จากการขายปีนี้ เนื่องจากปริมาณการผลิตรวมและราคาผลิตภัณฑ์รวมที่เพิ่มขึ้น โดยคาดว่าการใช้กำลังการผลิตโรงกลั่นน้ำมันปีนี้จะอยู่ที่ 102% จาก 83% ในปีที่แล้ว โรงงานอะโรเมติกส์ ใกล้เคียงปีก่อนที่ราว 80% และโรงงานโอเลฟินส์ ที่ 95% จาก 90% ในปีที่แล้ว

ขณะที่คาดว่าราคาน้ำมันดิบปีนี้อยู่ที่ราว 52-55 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จาก 40 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลในปีที่แล้ว และราคาผลิตภัณฑ์ HDPE เพิ่มขึ้นมาที่ 1,170 เหรียญสหรัฐ/ตัน จาก 1,130 เหรียญสหรัฐ/ตันในปีที่แล้ว

ส่วน GRM ทั้งปีนี้จะทำได้ระดับ 6.3 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จาก 5.3 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลในปีที่แล้ว จากการใช้น้ำมันดิบเบาที่มีราคาถูกทำให้มีต้นทุนถูกลง และยังได้รับประโยชน์จากโครงการ MAX ซึ่งเป็นโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานทั่วทั้งองค์กร หนุนให้ GRM ดีขึ้น นอกจากนี้ในส่วนธุรกิจอะโรเมติกส์คาดว่าสเปรดจะเพิ่มขึ้นมาที่ 245 เหรียญสหรัฐ/ตัน จาก 232 เหรียญสหรัฐ/ตันในปีที่แล้ว

นางสาวดวงกมล กล่าวอีกว่า บริษัทมีแผนจะออกหุ้นกู้ราว 1 หมื่นล้านบาท อายุไม่เกิน 5 ปีในช่วงไตรมาส 3/60 เพื่อทดแทนหุ้นกู้เดิมที่ครบกำหนด เพื่อรักษาฐานลูกค้าและรักษาระดับหนี้ให้อยู่เท่าเดิม เนื่องจากปัจจุบันบริษัทนับว่ามีหนี้สินต่อทุน (D/E) ต่ำมากระดับ 0.15 เท่า

ด้านนายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ PTTGC กล่าวว่า ปีนี้บริษัทตั้งเป้าจะรับรู้กำไรจากโครงการปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานทั่วทั้งองค์กร หรือ MAX ราว 3.2 พันล้านบาท หลังจากไตรมาส 1/60 ทำได้แล้ว 652 ล้านบาท และคาดว่าในปี 61 และ 62 จะรับรู้กำไรจากโครงการนี้เพิ่มเป็น 6 พันล้านบาท และ 9 พันล้านบาทตามลำดับ

พร้อมกันนั้นในปีนี้บริษัทยังมีแผนรุกตลาดกลุ่ม CLMV ทั้งลาว กัมพูชา เมียนมา และเวียดนามเพิ่มขึ้น หลังมองตลาดกลุ่มดังกล่าวมีการเติบโตค่อนข้างมาก โดยในปีนี้ตั้งเป้ามีสัดส่วนการขายเม็ดพลาสติกในกลุ่ม CLMV เพิ่มเป็น 10% จากระดับ 6% ในปีที่แล้ว

สำหรับความกังวลว่าจะเกิดวิกฤติก๊าซธรรรมชาติในช่วงปี 64-65 แม้บริษัทเป็นผู้ผลิตปิโตรเคมีที่ใช้ก๊าซฯเป็นวัตถุดิบหลัก แต่เชื่อว่าจะไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจากบริษัทมีแผนลงทุนโครงการ Map Ta Phut Retrofit เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพและเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งจะมีการสร้างโรงงานแนฟทาแครกเกอร์ที่มีกำลังการผลิตเอทิลีน 5 แสนตัน/ปี และโพรพิลีน 2.5 แสนตัน/ปี ซึ่งจะช่วยรองรับผลกระทบดังกล่าวได้ รวมถึง บมจ.ปตท. (PTT) ยังมีโครงการแยกก๊าซอีเทนจากก๊าซธรรมชาติเหลว ( LNG) หรือ Ethane Extraction เข้ามาช่วยเสริมด้วย

นายสุพัฒนพงษ์ กล่าวอีกว่า บริษัทมุ่งเน้นการลงทุนตามแผนเพื่อรองรับโครงการเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยมีเงินลงทุนตามแผน 5 ปี (ปี 60-64) จำนวน 1.5 แสนล้านบาท โดยเป็นการลงทุนในปีนี้ 5 หมื่นล้านบาท เพื่อลงทุนในโครงการ PO/Polyol เป็นการลงทุนโพลียูรีเทนครบวงจร คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 63 และโครงการลงทุนต่อเนื่องจากปีก่อน รวมถึงใช้รองรับการซื้อธุรกิจปิโตรเคมีสายโพรพิลีน สายเคมีภัณฑ์ชีวภาพ จาก PTT มูลค่าราว 2.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 3/60 หรือเร็วกว่านั้น

นอกจากนี้ยังจะชักชวนพันธมิตรจากญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนใน EEC เพิ่มเติมจากปัจจุบันที่มีกลุ่มบริษัท คุราเร่ จำกัด จะลงทุนร่วมกับบริษัทศึกษาความเป็นไปได้ในโครงผลิตภัณฑ์พลาสติกวิศวกรรมชั้นสูง ส่วนความคืบหน้าโครงการปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ในสหรัฐ คาดว่าจะมีความชัดเจนอย่างเร็วในไตรมาส 3/60 เนื่องจากปัจจุบันอยู่ระหว่างเจรจาหาพันธมิตรเข้ามาร่วมลงทุน แต่ไม่ได้เร่งรีบมากนักเพราะภาพรวมยังเน้นการลงทุนในประเทศซึ่งเป็นพื้นที่ EEC และประเทศรอบบ้านให้เข้มแข็งก่อน


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ