UBIS คาดรายได้ Q2/60 โตจาก Q1/60 รับยอดส่งออกสูงชึ้น,ทั้งปีมั่นใจโตได้ 2 digit

ข่าวหุ้น-การเงิน Wednesday May 31, 2017 12:07 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายณวรรธน์ ตริยพงศ์พัฒนา กรรมการผู้จัดการ บมจ.ยูบิส (เอเชีย) (UBIS) เปิดเผยว่า แนวโน้มรายได้ของบริษัทในไตรมาส 2/60 คาดว่าจะสูงกว่าไตรมาส 1/60 ที่มีรายได้อยู่ที่ 213.67 ล้านบาท เนื่องจากการส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้นอย่างมากจากไตรมาสแรกของปี ซึ่งเป็นภาวะปกติของช่วงไฮซีซั่น ประกอบกับ บริษัทยังมีออเดอร์สินค้าเพิ่มจากตัวแทนจำหน่ายในกลุ่มทวีปอเมริกาใต้ เช่น เปรู และแม็กซิโก อีกทั้งบริษัทยังมีตัวแทนจำหน่ายในอิตาลี เพิ่มขึ้นอีก 1 ราย เป็นปัจจัยหนุนให้รายได้ในไตรมาสนี้

และ ทั้งปี 60 บริษัทยังมั่นใจว่ารายได้จะเติบโตเป็น 2 หลัก (digit) จากปีก่อนที่มีรายได้ 853.97 ล้านบาท เนื่องจากการขยายตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มตัวแทนจำหน่ายในทวีปอมเริการใต้ที่เป็นโอกาสในการสนับสนุนการเติบโตของยอดขายต่างประเทศ ซึ่งในช่วงเดือน ต.ค.60 บริษัทจะร่วมออกบูธในงานบรรจุภัณฑ์ในประเทศบาราซิล โดยจะพยายามหาตัวแทนจำหน่ายในบราซิลเข้ามาเพิ่มอีก 1 ราย จากปัจจุบันที่มีอยู่แล้ว 1 ราย

“เรามองว่าตลาดในทวีปอเมริกาใต้มีการเติบโตที่ค่อนข้างมาก ซึ่งเป็นปัจจัยที่ช่วยสนับสนุนการเติบโตของยอดขายในต่างประเทศทได้ดี ซึ่งเราเป็นผู้ผลิตเจ้าเดียวที่มีตราฮาลาลในอเมริกาใต้ ทำให้ลูกค้ามีความมั่นใจในตัวสินค้าเรามากขึ้น และสามารถเข้าถึงสินค้าเราได้อย่างดี"นายณวรรธน์ กล่าว

อีกทั้งการที่บริษัทมีตัวแทนจำหน่ายสินค้าในยุโรป เป็นโอกาสสำคัญที่จะช่วยขยายฐานลูกค้าได้อีกในอนาคต แต่อาจจะต้องใช้ระยะเวลาอีกสักระยะเพื่อทำให้สินค้าของบริษัทเป็นที่รู้จักมากขึ้น

ส่วนการขยายตลาดในประเทศจีน ปัจจุบันโรงงานผลิตยางยาแนวเพิ่งเดินเครื่องผลิตและเริ่มทยอยส่งสินค้าให้ลูกค้าทดลอง ซึ่งในช่วงแรกอาจจะยังขยายตลาดสินค้าที่ผลิตจากโรงงานในจีนได้ไม่เต็มที่นัก เพราะกำลังการผลิตมีเพียง 2,000 ตัน/ปี น้อยกว่ากำลังการผลิตในไทย คาดว่าจะใช้เวลาราว 1-2 ปี จึงจะสามารถเพิ่มสัดส่วนยอดขายจากจีนได้เป็น 40% จากปัจจุบันอยู่ที่ 30%

ด้านกำลังการผลิตในประเทศไทยของบริษัทปัจจุบันมีกำลังการผลิตยางยาแนว 8,000 ตัน/ปี และ แลคเกอร์ 6,000-6,500 ตัน/ปี ซึ่งกำลังการผลิตที่มีอยู่สามารถรองรับออเดอร์ของลูกค้าในช่วงปี 61-62 ได้อย่างเพียงพอ

ทั้งนี้ บริษัทคาดว่าปีนี้สัดส่วนรายได้จากต่างประเทศจะเพิ่มเป็น 63-64% จากปีก่อนที่ 60% จากการขยายตลาดต่างประเทศเพิ่มมากขึ้น ส่วนที่เหลือจะเป็นสัดส่วนรายได้ในประเทศ

นายณวรรธน์ กล่าวอีกว่า บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจากับพันธมิตรหลายรายที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับเคมีภัณฑ์ใรรูปแบบต่างๆ เพื่อเป็นโอกาสในการต่อยอดให้กับสินค้าของบริษัทเพิ่มขึ้น ซึ่งรูปแบบการลงทุนเป็นไปได้ทั้งการร่วมทุนและการเข้าซื้อกิจการ โดยคาดว่าจะมีความชัดเจนในเรื่องดังกล่าวภายในปีนี้อย่างน้อย 1 ราย


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ