KTBST คาด SET สัปดาห์นี้ดัชนีผันผวนจากปัจจัยบวกทั้งใน-ตปท.ไม่ชัดเจน จับตาประชุม ECB -FOMC

ข่าวหุ้น-การเงิน Monday July 17, 2017 16:59 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายวิน อุดมรัชตวนิชย์ ประธานกรรมการบริหาร บล.เคทีบี (ประเทศไทย) หรือ KTBST ประเมินทิศทางตลาดหุ้นสัปดาห์นี้ (17-21 ก.ค. ) นักลงทุนรอดูการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในวันที่ 20 ก.ค. และคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันที่ 26 ก.ค. เพื่อรอดูการส่งสัญญาณการลดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ของธนาคารกลางสองแห่ง แม้ว่าตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่เฟด จะชะลอการขึ้นดอกเบี้ย หรือลด QE

ขณะที่ปัจจัยในประเทศที่สำคัญ คือ การทยอยนำส่งงบการเงินและการคาดการณ์ผลประกอบการของหุ้นต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นปัจจัยต่อหุ้นเป็นรายตัว และเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมา 33.73 บาท/ดอลลาร์ อาจสร้างความผันผวนให้ตลาดหุ้นได้ ในทางเทคนิค โดยดัชนีฯปิดในวันศุกร์ที่ 1,577 จุด ซึ่งอยู่กึ่งกลางของกรอบ 1,566 - 1,590 จุด ทำให้มองดัชนีฯเมื่อสิ้นสัปดาห์มีโอกาสอ่อนตัวลงจากสัปดาห์ก่อน

"ปัจจัยบวกต่อตลาดที่ไม่ชัดเจนทั้งฝั่งของต่างประเทศและในประเทศ เรามองว่าจะทำให้ไม่มีเม็ดเงินใหม่ๆเข้ามาในตลาดและการซื้อขายจะเป็นการสลับตัวเล่น (Switching) เน้นเก็งกำไรช่วงสั้น และขายมากขึ้นถ้าดัชนีฯวิ่งเข้าใกล้ระดับ 1,590 จุด ดังนั้นสัปดาห์นี้ แนะนำให้นักลงทุนเน้นเก็งกำไร ในหุ้นกลุ่มหลักบางกลุ่ม เช่น ธนาคาร โทรศัพท์ ค้าปลีก เป็นรายตัว และระมัดระวังการลงทุนในหุ้นที่มีรายรับเป็นเงินดอลลาร์ ที่ถูกกระทบจากเงินบาทที่แข็งค่า คาดดัชนีฯ ยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ 1,590-1,566 จุด"นายวิน กล่าว

หุ้นแนะนำเชิงกลยุทธ์ ได้แก่ SGP, GFPT , CPALL , SCC , WICE หุ้นแนะนำเชิงเทคนิคได้แก่ THCOM , KSL , BPP

ทั้งนี้ ปัจจัยที่น่าติดตามได้แก่ เรื่องการลด QE ของธนาคารต่างๆ มีกรอบเวลาที่แน่ชัดมากขึ้น ธนาคารกลางสหรัฐ มีการส่งสัญญาณไม่ขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้ พร้อมทั้งระบุว่าการลดขนาดงบดุลจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ในขณะที่ทางยุโรปมองว่าจะเริ่มการหยุด QE ในช่วงปีหน้า และคาดว่าปี 2562 จะเริ่มมีการขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้ง แต่กระบวนการดังกล่าวจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ตลาดหุ้นมีการรับรู้ประเด็นดังกล่าวไปค่อนข้างมากแล้ว

ส่วนปัจจัยภายในประเทศยังคงเป็นบวก คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ระบุว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่องซึ่งได้รับผลบวกจากภาคการส่งออกและการใช้จ่ายของภาคเอกชนที่ฟื้นตัวขึ้น นอกจากนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังระบุว่า หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของ SME ที่เพิ่มขึ้นไม่ใช่ประเด็นที่น่าเป็นห่วง และให้เงินเฟ้อในกรอบเป้าหมายที่ 1-4% ซึ่งคาดว่าภาพเศรษฐกิจไทยที่ดีขึ้นนี้จะเป็นประเด็นบวกให้กับตลาดหุ้นไทยต่อ

ขณะที่ราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวขึ้นมาสูงจากสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐฯอยู่ในระดับสูง ทำให้คาดการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบมีกรอบจำกัด โดยยังคงคาดราคาน้ำมันดิบจะเคลื่อนไหวในกรอบ 43-50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จนกว่าจะถึงการประชุมระหว่างรัสเซียและกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ในวันที่ 24 ก.ค.นี้


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ