KTB แจงกำไร Q3/60 ลดลง 31.96% YoY หลังตั้งสำรองฯเพิ่ม แต่เพิ่มขึ้น 82.25% QoQ

ข่าวหุ้น-การเงิน Friday October 20, 2017 15:42 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย (KTB) เปิดเผยว่า ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2560 ธนาคารมีกำไรลดลง 31.96% สาเหตุหลักจาก การกันสำรองหนี้สูญ หนี้สงสัยจะสูญเพิ่มขึ้น 29.88% โดยธนาคารได้ตั้งสำรองหนี้เพิ่มเติมบางส่วนเพื่อเสริมสร้างเงินสำรองตามหลักเกณฑ์ความระมัดระวังของธนาคาร ส่งผลให้อัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ (Coverage Ratio) อยู่ที่ 115.37% เพิ่มขึ้นจากไตรมาส 2 ปี 2560 ที่ 112.50% ตามนโยบายของธนาคารที่ต้องการให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม คือ ไม่ต่ำกว่า 110%

แต่หากเทียบกับไตรมาส 2/60 เพิ่มขึ้น 82.25% เป็นการปรับตัวดีขึ้นจากการตั้งสำรองหนี้สูญ หนี้สงสัยจะสูญลดลง 28.53% จากไตรมาส 2 ปี 2560 โดยธนาคารปรับกลยุทธ์เน้นการเติบโตสินเชื่ออย่างมีคุณภาพ ปรับเพิ่มความสมดุลของพอร์ตสินเชื่อ ดูแลแก้ไขสินเชื่อด้อยคุณภาพอย่างใกล้ชิด ขณะที่เงินกองทุนมีความแข็งแกร่ง อยู่ที่ระดับ 16.98% สูงกว่าเกณฑ์ธปท.

ธนาคารและบริษัทย่อยมีเงินให้สินเชื่อแก่ลูกหนี้ (หลังหักรายได้รอตัดบัญชี) ณ ไตรมาส 3 ปี 2560 อยู่ที่ 1,875,807 ล้านบาท ลดลง 1.49% จากสิ้นปี 2559 โดยธนาคารได้มุ่งเน้นการเติบโตสินเชื่ออย่างยั่งยืน ทั้งนี้สินเชื่อภาครัฐของธนาคารขยายตัวได้ดีมาก สอดคล้องกับการขยายตัวของเศรษฐกิจ ซึ่งทดแทนการชะลอตัวในสินเชื่อภาคเอกชนบางส่วน ขณะที่เงินฝาก อยู่ที่ 1,950,085 ล้านบาท ลดลง 1.13% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2559 ซึ่งเป็นผลมาจากนโยบายการบริหารต้นทุนทางการเงินของธนาคารที่มุ่งให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทั้งนี้ ผลประกอบการจากการบริหารจัดการในธุรกิจหลักของธนาคารปรับตัวดีขึ้น โดยค่าธรรมเนียมและบริการ และค่าใช้จ่ายจากการดำเนินงานมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ทดแทนบางส่วนของรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลงเล็กน้อย ซึ่งได้รับผลกระทบจากการผันผวนทางตลาดด้วย

อย่างไรก็ดี นโยบายการบริหารต้นทุนทางการเงินที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนสุทธิต่อสินทรัพย์ที่ก่อให้เกิดรายได้ (NIM) ในไตรมาส 3 ปี 2560 อยู่ที่ 3.29% เพิ่มขึ้นจาก 3.24% ในไตรมาส 3 ปี 2559 และธนาคารยังสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดี ทำให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ อยู่ที่ 41.40% ลดลงจากไตรมาส 3 ปี 2559 ที่ 41.65% อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ(NPLs gross) อยู่ที่ 4.51% เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาส 2 ปี 2560 อยู่ที่ 4.33% โดยเป็นการเพิ่มขึ้นจากสินเชื่อกลุ่มวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในบางอุตสาหกรรม

“ผลประกอบการของธนาคารในไตรมาส 3 นี้ ถือว่าอยู่ในระดับที่ดี ฐานะทางการเงินของธนาคารยังคงแข็งแกร่ง โดยธนาคารได้ปรับกลยุทธ์และกระบวนการบริหารจัดการสินเชื่อใหม่ โดยเน้นการเติบโตอย่างมีคุณภาพและเพิ่มประสิทธิภาพในการติดตามดูแลและแก้ไขสินเชื่อด้อยคุณภาพอย่างใกล้ชิด และรักษาระดับ Coverage Ratio ให้อยู่ระดับที่เหมาะสม" นายผยง กล่าว

นายผยง คาดว่าสินเชื่อในไตรมาส 4 จะปรับตัวดีขึ้น ขณะที่ธนาคารมีเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง(BIS Ratio) ณ ไตรมาส 3 ปี 2560 อยู่ที่ 16.98% โดยเป็นเงินกองทุนชั้นที่ 1 อยู่ที่ 13.33% สูงขึ้นเมื่อเทียบสิ้นปี 2559 ที่ 16.85%


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ