ข่าวอินโฟเควสท์
07:14 ภาวะตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ CBOT: สัญญาธัญพืชปิดบวกทั้งกระดาน จากปัจจัยสภาพอากาศ,แรงซื้อเก็งกำไร   ภาวะตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ CBOT เมื่อวันศุกร์ (24 พ.ค…
06:58 TFEX สรุปปริมาณซื้อขายกลุ่ม Agriculture Futures สิ้นวันที่ 24 พ.ค. 62   โดยแบ่งตามประเภทนักลงทุน ประจำวันที่ 24 พฤษภาคม 2562 ดังนี้ (หน่วย: จำน…
06:57 TFEX สรุปปริมาณซื้อขายกลุ่ม Call & Put Options สิ้นวันที่ 24 พ.ค.62   และ Put Options โดยแบ่งตามประเภทนักลงทุน ประจำวันที่ 24 พฤษภาคม 2562 ดังน…
06:57 TFEX สรุปปริมาณซื้อขายกลุ่ม Currency Futures สิ้นวันที่ 24 พ.ค. 62   โดยแบ่งตามประเภทนักลงทุน ประจำวันที่ 24 พฤษภาคม 2562 ดังนี้ (หน่วย: จำนวนส…
06:57 TFEX สรุปปริมาณซื้อขายกลุ่ม Deferred Precious Metal สิ้นวันที่ 24 พ.ค. 62   โดยแบ่งตามประเภทนักลงทุน ประจำวันที่ 24 พฤษภาคม 2562 ดังนี้ (หน่วย:…

(เพิ่มเติม) BEAUTY ตั้งเป้า 5 ปี รายได้โตไม่ต่ำกว่าปีละ 20% แตะ 1 หมื่นลบ.ในปี 65,อัตรากำไรสุทธิไม่ต่ำกว่า 20%

ข่าวหุ้น-การเงิน สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- จันทร์ที่ 29 มกราคม 2561 10:38:17 น.

นายแพทย์สุวิน ไกรภูเบศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.บิวตี้ คอมมูนิตี้ (BEAUTY) เปิดเผยว่า บริษัทกำหนดแผนยุทธศาสตร์ทางธุรกิจ 5 ปี (ปี 61-65) ตั้งเป้าหมายการเติบโตเฉลี่ยของรายได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 20% อัตรากำไรสุทธิไม่ต่ำกว่า 20% โดยคาดว่าในปี 65 จะมีรายได้รวมอยู่ที่ 10,000 ล้านบาท มีมาร์เก็ตแคปไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาท และเป็นแบรนด์เครื่องสำอางของไทยที่ได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคทั่วเอเชีย

สำหรับปีนี้บริษัทตั้งเป้ารายได้รวมไม่ต่ำกว่า 4,290 ล้านบาท หรือโตไม่ต่ำกว่า 20% รักษาอัตรากำไรสุทธิไม่น้อยกว่า 20% โดยตั้งงบลงทุนอยู่ที่ 120 ล้านบาท แบ่งเป็น ลงทุนเปิดสาขาใหม่จำนวน 80 ล้านบาท และนำไปใช้ปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน และ Business Intelligence (BI) จำนวน 40 ล้านบาท เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างยอดขายรองรับการเติบโตของบริษัทในอนาคต

ส่วนรายได้ปี 60 มั่นใจว่าจะทำได้ไม่ต่ำกว่าเป้าหมาย หลังในช่วง 9 เดือนแรกของปี 60 ทั้งรายได้และกำไรเติบโตทะลุ 20% แล้ว พร้อมเดินหน้ามุ่งขยายตลาดจีน และหาโอกาสเจาะตลาดแถบตะวันออกกลาง,อินเดีย และรัสเซียด้วย

นายแพทย์สุวิน ไกรภูเบศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BEAUTY กล่าวว่า บริษัทกำหนดกลยุทธ์หลักในการดำเนินธุรกิจ ภายใต้นโยบาย "Fast & Smart" โดยมีปัจจัยหลัก 5 ด้าน ประกอบด้วย 1.กลยุทธ์การตลาดแบบO2O (Online to Offline synchronization) โดยใช้สื่อออนไลน์ทุกแพลตฟอร์มรวมทั้งคน ( Influencer) ทั้งในและต่างประเทศรวมถึงพนักงานทุกระดับเพื่อให้เกิด Engagement กับลูกค้าวงกว้างและเป็นพลังในการสร้างยอดขายให้แก่ช่องทางออฟไลน์ และ ออนไลน์ เติบโตอย่างมีนัยยะสำคัญ

2.กลยุทธ์ Product Driven  การขับเคลื่อนยอดขายให้เติบโตโดยผ่านกลยุทธ์ การสร้าง Product Hero ทั้งสินค้าเดิมที่มีอยู่แล้วและสินค้าใหม่และเน้นสินค้าที่เป็นอินโนเวชั่นตามเทรนด์แฟชั่น ไลฟ์สไตล์ของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะเป็นการทำงานคู่ขนานไปกับกลยุทธ์ O2O

3.การลงทุนและพัฒนาระบบ Business Intelligence (BI) เพื่อใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลด้านการขายและลูกค้าทุกช่องทาง เพื่อให้ผู้บริหารสามารถใช้ Information ในเชิงลึกในการมอนิเตอร์และจัดกลยุทธ์การทำการตลาด การขาย และ CRM ให้เกิดความได้เปรียบสูงสุดในการดำเนินธุรกิจ 4.การพัฒนาบุคลากรให้มีศักยภาพด้านการขายการตลาด พร้อมเพิ่มความรู้ความสามารถในงานของตนเองมากขึ้น ( Professional ) เพื่อให้เกิดการเจริญเติบโตอย่างยั่งยืน

และ 5.ขยายช่องทางการจัดจำหน่ายที่มีโอกาสการเติบโตสูงและเพิ่มประสิทธิภาพช่องทางการจัดจำหน่ายเดิมทั้งในและต่างประเทศ โดยมีแผนขยายสาขาในประเทศ เพิ่ม 34 สาขา BEAUTY BUFFET 22 สาขา BEAUTY COTTAGE 12 สาขา และมีแผนปรับ BEAUTY MARKET ให้เป็นร้านที่มีสินค้าขายทั้งออฟไลน์ และ ออนไลน์ ทั้ง 9 สาขา  จากปัจจุบันมีจำนวนสาขาในประเทศทั้งสิ้น 345 สาขา แบ่งเป็น  BEAUTY BUFFET 261 สาขา BEAUTY COTTAGE 75 สาขา และ BEAUTY MARKET 9 สาขา  อีกทั้งยังมีสินค้าวางจำหน่ายในคิง พาวเวอร์  8 สาขา 22 จุดจำหน่าย ,7-ELEVEN  650  สาขา, และปีนี้ได้เข้าจำหน่ายใน Boots จำนวน  145  สาขา และมีสินค้าวางจำหน่ายในโมเดิร์นเทรด เทรดดิชั่นนัลเทรดที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ

ขณะที่ตลาดต่างประเทศมีนโยบายขยายตลาดเชิงรุกมากขึ้นโดยเน้นการสร้าง Shop Brand และ Product Brand ให้เป็นที่รู้จักของกลุ่มลูกค้าในต่างประเทศโดยเฉพาะกลุ่มประเทศ AEC โดยรูปแบบการขยายตัวมีทั้งรูปแบบตัวแทนจำหน่ายและกระจายสินค้าผ่านช่องทางการจำหน่ายที่เข้าถึงง่าย ทั้งรูปแบบ Offline Retailer และ Online Retailer ที่ได้รับความนิยมในแต่ละประเทศ โดยมีเป้าหมายใช้ผลิตภัณฑ์เจาะตลาดในทวีปเอเซีย อาทิ กลุ่มประเทศ AEC จีน  ฮ่องกง ไต้หวัน สำหรับเป้าหมายในอนาคตจะเป็นกลุ่มประเทศขนาดใหญ่ คือ อินเดียและรัสเซีย รวมถึงตะวันออกกลาง

ในด้านตัวแทนจำหน่าย (Licence shop) มีแผนขยายสาขาเพิ่มจำนวน 13 สาขา จากปัจจุบันที่มีอยู่ 21 สาขา ทำให้สิ้นปี 61 จะมีสาขาของตัวแทนจำหน่ายรวมทั้งสิ้น 34 สาขากระจายอยู่ในประเทศ 3 ประเทศ คือ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และเมียนมา นอกจากนี้มีแผนนำสินค้าเข้าจำหน่ายในรูปแบบ Shop in shop เพิ่มจำนวน 2  ประเทศ 5 จุดจำหน่าย คือ กัมพูชาและมาเลเซีย จากปัจจุบันที่มี 4 ประเทศ 136 จุดจำหน่ายกระจายอยู่ในอินโดนีเซีย  ฮ่องกง ไต้หวัน และลาว ซึ่งเปิดจุดจำหน่ายใหม่ 5 จุดจำหน่ายในช่วงปลายปี 60 ที่ผ่านมา และในไตรมาส 1/61 วางแผนเปิดจุดจำหน่ายใหม่ในมาเลเซีย จะทำให้สิ้นปีนี้จะมีสินค้าวางจำหน่ายในรูปแบบ Shop in shop ทั้งสิ้น 6  ประเทศ 145 จุดจำหน่าย

นายแพทย์สุวิน คาดการณ์อัตราการเติบโตของตลาดเครื่องสำอางในปีนี้จะเติบโตต่อเนื่องพร้อมกับการขยายตัวทางเศษฐกิจมีแนวโน้มที่ดี ประกอบกับ ทางบริษัทมีรูปแบบการดำเนินธุรกิจที่หลากหลายทั้งช่องทางการจัดจำหน่ายแบบร้านค้าปลีก (Shop concept) และผลิตภัณฑ์ที่หลากหลายมีการพัฒนาต่อเนื่อง (Product concept) ตรงกับความต้องการของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลให้ตลอดระยะเวลา 5 ปี ที่ผ่านมาบริษัทมีผลประกอบการเติบโตต่อเนื่องและเชื่อมั่นว่าในปี 61 ผลประกอบการจะเป็นไปตามเป้าหมายที่ตั้งไว้

ข่าวที่เกี่ยวข้อง