S ตั้งงบปี 61 รวม 4 หมื่นลบ.รองรับลงทุน รร.ในมือ-M&A ใหม่ เน้นรร.ตปท. ,รายได้รวมแตะ 2 หมื่นลบ.ในปี 62 เร็วกว่าแผน

ข่าวหุ้น-การเงิน Monday March 26, 2018 16:30 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายนริศ เชยกลิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.สิงห์ เอสเตท (S) เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนจะใช้เงินราว 4 หมื่นล้านบาทในปี 61 รองรับการขยายงานในปีนี้ โดยเป็นงบลงทุน 2 หมื่นล้านบาท ที่จะใช้สำหรับการเข้าซื้อกิจการเอาท์ริกเกอร์ โฮเทลม์ ฮาวาย จำนวน 6 โครงการ ใน 4 ประเทศ ซึ่งจะชำระเงินในช่วงไตรมาส 2/61, การพัฒนาโครงการ "ครอสโร้ดส์" ในมัลดีฟส์ ในส่วนของโรงแรม 2 แห่งที่เตรียมเปิดให้บริการในปลายปีนี้ และการซื้อที่ดิน 1 แปลงในกรุงเทพฯ โดยใช้เงินราว 3 พันล้านบาท เพื่อนำมาพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมในช่วงปลายปี 61

นอกจากนี้ยังมีงบสำหรับการซื้อกิจการ (M&A) ใหม่ ในวงเงิน 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งบริษัทจะเน้นไปที่การซื้อกิจการที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจท่องเที่ยวในต่างประเทศ โดยเฉพาะโรงแรมในเมืองท่องเที่ยวที่สามารถเที่ยวได้ทุกฤดูกาล เพื่อทำให้มีรายได้เข้ามาอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ ประกอบกับบริษัทมองถึงการท่องเที่ยวของโลกที่มีการเติบโตมากขึ้น ทำให้เป็นโอกาสที่จะเข้าไปลงทุนในสินทรัพย์ที่สร้างรายได้เข้ามาได้ทันที พร้อมกับช่วยผลักดันสัดส่วนรายได้ในต่างประเทศของบริษัทเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 50% ภายในปี 63 จากปัจจุบันที่มีสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศไม่ถึง 50% และเป็นการช่วยผลักดันเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำ (Recurring Income) เป็น 70% ในปี 63 จากปัจจุบันอยู่ที่ 30% โดยจะมีจำนวนโรงแรมทั้งหมดในปี 63 มากกว่า 50 แห่ง จำนวนห้องพักมากกว่า 5,000 ห้อง

สำหรับปี 61 บริษัทมีโครงการอสังหาริมทรัพย์เพื่อขายที่เป็นผู้พัฒนาเองทั้งหมด 3 โครงการ มูลค่าโครงการรวมกว่า 1 หมื่นล้านบาท ได้แก่ โครงการบ้านเดี่ยว สันติบุรี เรสซิเดนซ์ มูลค่า 6 พันล้านบาท, โครงการคอนโดมิเนียมโลว์ไรส์ ระดับลักซ์ชัวรี่ บนทำเลสุขุมวิท 43 และโครงการคอนโดมิเนียมอีก 1 โครงการ ซึ่งอยู่ระหว่างการหาที่ดิน โดยที่บริษัทตั้งเป้าที่จะเพิ่มมูลค่ายอดขายรอโอน (Backlog) เป็นไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท ภายในสิ้นปี 61 จากปัจจุบันมี Backlog อยู่ที่ 1.4 หมื่นล้านบาท

ขณะที่แนวโน้มของรายได้ในปีนี้มีทิศทางที่ดีกว่าปีก่อนที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 6.22 พันล้านบาท เนื่องจากในปีนี้บริษัทรับรู้รายได้จากโรงแรมในประเทศอังกฤษได้เต็มปี หลังจากที่เริ่มทยอยรับรู้รายได้มาตั้งแต่ช่วงปลายปีก่อน และจะมีการรับรู้รายได้จากการขายโครงการที่อยู่อาศัยของ บมจ.เนอวานา ไดอิ (NVD) เข้ามามากกว่า 6 พันล้านบาท การเริ่มรับรู้รายได้จากโรงแรม 6 แห่งของเอาท์ริกเกอร์ การเปิดให้บริการของอาคารสิงห์ คอมเพล็กซ์ ในช่วงเดือนส.ค. ซึ่งมีอัตราการเช่า 60% ในปีนี้ การเริ่มทยอยโอนโครงการ The ESSE Asoke ในช่วงปลายปีนี้เล็กน้อย และการเปิดให้บริการของโครงการครอสโร้ด มัลดีฟส์ เฟส 1 ที่มีโรงแรม 2 แห่ง ที่เปิดไห้บริการได้ไนช่วงไตรมาส 4/61

ทั้งนี้ บริษัทคาดว่าจะเห็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของรายได้มากขึ้นในปี 62 จากการที่รับรู้รายได้จากการโอนของ The ESSE Asoke ที่มียอดขาย 80% เข้ามาเต็มปี การเปิดให้บริการอาคารสิงห์ คอมเพล็กซ์ เต็มปีและมีอัตราการเช่าในปี 62 เพิ่มเป็น 80-90% การเปิดให้บริการของโครงการครอสโร้ด มัลดีฟส์ เฟส 1 เต็มปี และการรับรู้รายได้จากโรงแรมของเอาท์ริกเกอร์ 6 แห่งได้เต็มปี ส่งผลให้ความเป็นไปได้ที่บริษัทจะมีรายได้แตะ 2 หมื่นล้านบาท เร็วกว่ากำหนดเดิมในปี 63 มาเป็นปี 62 เพราะในปี 61 บริษัทมีโรงแรมในเครือของเอาท์ริกเกอร์เข้ามาเสริมมากกว่าแผน 6 แห่ง ในปีเดียว จากเดิมจะมีโรงแรมใหม่เข้ามา 2 แห่ง/ปี ทำให้คาดว่ารายได้รวมที่ตั้งเป้าไว้ในปี 63 จะทำได้เร็วกว่ากำหนดเดิม

"เรายังคงเดินหน้าขยายการเติบโตของธุรกิจอย่างต่อเนื่อง และเปลี่ยน Vission มาเป็น Premire property development & investment holding company เพื่อทำให้ Vission ของเรากว้างขึ้น ไม่ได้เฉพาะการลงทุนแค่ในธุรกิจอสังหาฯเพื่อขายเท่านั้น แต่ลงทุนในอสังหาฯรูปแบบต่างๆ ซึ่งมีความหลากหลายมากกว่าเดิมที่เรามี Vission เป็น Property development & invester ซึ่งครั้งนี้สิงห์ เอสเตท จะก้าวสู่การเป็น Holding Company และเน้นการลงทุนในสินทรัพย์ที่สามารถสร้างรายได้และผลตอบแทนกลับมาได้ทันทีเป็นหลัก โดยมีสถาบันการเงินต่างๆในประเทศพร้อมให้การสนับสนุน เพื่อการเติบโตของบริษัทและผลประโยชน์ผู้มีส่วนกี่ยวข้องทุกคน และขยายขนาดสินทรัพย์ให้มากขึ้น ซึ่งสิ้นปี 61 จะมีมูลค่าสินทรัพย์รวมแตะ 6 หมื่นล้านบาทแล้ว"นายนริศ กล่าว

นายฐิติ ทองเบญจมาศ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานโครงการครอสโร้ดส์ กล่าวถึงโครงการที่มัลดีฟส์ ว่า โครงการ "Crossroads Maldives" ในเฟส 1 มีมูลค่าโครงการ 1.1 หมื่นล้านบาท มีแผนจะพัฒนาเป็น Tourist Facilities Destination บนพื้นที่ยาว 7 กม. แบ่งเป็น 9 เกาะ ประกอบด้วยโรงแรมและรีสอร์ทที่สร้างสรรค์มาเพื่อตอบโจทย์ทุกๆ ไลฟ์สไตล์ของนักท่องเที่ยว รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกครบวงจร อาทิ ท่าเทียบเรือยอร์ชสุดหรู, บีช คลับ ระดับลักซ์ชัวรี, ร้านค้าไลฟ์สไตล์, ร้านค้าปลอดภาษี, ร้านอาหารชั้นเลิศ และ Cultural Center เพื่อเป็นศูนย์เผยแพร่ความเชื่อมโยงของ 2 วัฒนธรรม และส่งเสริมคุณภาพชีวิตชุมชนผ่านผลงานสินค้าท้องถิ่น

นอกจากนี้ ยังมีแผนพัฒนาศูนย์อนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทางทะเลเพื่อรักษาความหลากหลายทางชีวภาพของระบบนิเวศทางทะเล โดยจะเริ่มเปิดให้บริการได้ในช่วงเดือน ต.ค.หรือเดือน พ.ย.นี้ ในส่วนของ Township ซึ่งคาดว่าจะมีผู้ใช้บริการในส่วนของ Township เฉลี่ย 5,000 คน/วัน และโรงแรม 2 แห่ง จำนวน 390 ห้อง โดยประเมินอัตราการเข้าพักเฉลี่ยที่ 70% โดยอัตราค่าห้องพักของโรงแรมทั้ง 2 แห่งที่เปิดให้บริการจะอยู่ในช่วง 350-550 ดอลลาร์สหรัฐฯ/คืน


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ