IRPC ยันไม่ได้รับผลกระทบส่งออกเม็ดพลาสติกจากปัญหาสงครามการค้าสหรัฐ-จีน

ข่าวหุ้น-การเงิน 27 มิถุนายน พ.ศ. 2561 17:34 น. —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายสุกฤตย์ สุรบถโสภณ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ไออาร์พีซี (IRPC) คาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบในปีนี้จะยังคงทรงตัวอยู่ระดับ 60-70 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เพิ่มขึ้นจากระดับเฉลี่ย 53.2 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล แม้ว่าโลกกำลังเผชิญกับภาวะสงครามการค้า และการที่สหรัฐฯระงับการนำเข้าน้ำมันดิบจากอิหร่านรวมถึงเรียกร้องให้ประเทศพันธมิตรดำเนินการลักษณะเดียวกันด้วยนั้น เนื่องจากเห็นว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันขึ้นอยู่กับปริมาณการผลิตและความต้องการใช้เป็นหลัก ซึ่งปัจจุบันภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกยังคงเติบโตทำให้ความต้องการใช้น้ำมันเพิ่มขึ้น

ขณะที่กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ก็ได้ปรับเพิ่มกำลังการผลิตอีกราว 1 ล้านบาร์เรล/วัน ซึ่งเชื่อว่าในส่วนนี้จะเข้าทดแทนส่วนที่อิหร่านจะถูกลดการส่งออกราว 1 ล้านบาร์เรล/วันเช่นกัน

นอกจากนี้ สถานการณ์ภาวะสงครามการค้าระหว่างสหรัฐและประเทศคู่ค้าที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ก็ยังไม่มีสัญญาณที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างเด่นชัด เพราะเชื่อว่าหากมีการกีดกันระหว่างประเทศดังกล่าวก็จะหันไปนำเข้าจากประเทศอื่นทดแทนซึ่งก็จะไม่ส่งผลให้เศรษฐกิจโลกชะลอตัวลง ขณะที่เชื่อว่ากลุ่มโอเปกก็ยังมีเป้าหมายราคาน้ำมันที่ระดับ 60-70 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เพราะหากราคาน้ำมันสูงขึ้นมากกว่าก็มีโอกาสที่ผู้ผลิต shale oil จะกลับมาผลิตเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ด้วยราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวขึ้นตั้งแต่ต้นปีนี้ แม้จะส่งผลกระทบทำให้ค่าใช้จ่ายเชื้อเพลิงของธุรกิจโรงกลั่นเพิ่มขึ้นก็ตาม แต่ก็ส่งผลดีต่อราคาปิโตรเคมีให้ปรับตัวสูงขึ้นด้วยเช่นกัน โดยปีนี้บริษัทยังคงส่งออกอยู่ในระดับใกล้เคียงกับปีที่แล้วราว 40% และขายในประเทศราว 60% โดยมีตลาดหลักคือจีนและอาเซียน

ทั้งนี้ เชื่อว่าหากสหรัฐกีดกันการค้ากับจีนก็จะไม่กระทบต่อการส่งสินค้าเม็ดพลาสติกไปจีนเพื่อใช้ผลิตสินค้าสำเร็จรูปต่าง ๆ เนื่องจากกรณีดังกล่าวจะกระทบต่อการผลิตสินค้าที่ส่งไปเฉพาะตลาดสหรัฐเท่านั้น แต่จีนยังมีการผลิตสินค้าเพื่อใช้ในประเทศค่อนข้างมากทำให้เชื่อว่าจีนจะยังคงเป็นผู้นำเข้าเม็ดพลาสติกสุทธิอยู่เช่นเดิม อย่างไรก็ตาม กรณีของสงครามการค้าดังกล่าวยังต้องเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป

นายสุกฤตย์ กล่าวอีกว่า สำหรับสถานการณ์ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงขณะนี้ นับว่าเป็นผลดีต่อธุรกิจของบริษัทที่มีการส่งออก และมีมาร์จิ้นที่อิงกับสกุลดอลลาร์ ที่จะเปลี่ยนมาเป็นเงินบาทได้มากขึ้น โดยการดำเนินธุรกิจปัจจุบันเป็นการป้องกันความเสี่ยงโดยธรรมชาติ (natural hedge) ที่จะรักษาหนี้สกุลดอลลาร์ให้อยู่ในระดับใกล้เคียงกับกำไรก่อนดอกเบี้ยจ่าย,ภาษี,ค่าเสื่อมและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) โดยปัจจุบันบริษัทมีภาระหนี้สกุลดอลลาร์ ราว 500 ล้านเหรียญสหรัฐ จากภาระหนี้สินสุทธิ 5 หมื่นล้านบาท ขณะที่ในปีที่แล้วมี EBITDA ราว 2 หมื่นล้านบาท


เราใช้ cookies เพื่อบริการที่ดีขึ้นสำหรับคุณ อ่านข้อตกลงการใช้บริการ