บล.ไอร่า มอง SET เดือนนี้ลุ้นทดสอบ 1,717 จุด จากแรงเก็งกำไรงบฯ Q2/61-เศรษฐกิจดีต่อเนื่อง

ข่าวหุ้น-การเงิน Wednesday July 4, 2018 12:37 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นางจิตรลดา เลขาพันธ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บล.ไอร่า (AS) เปิดเผยว่า แนวโน้มการเคลื่อนไหวของดัชนีหุ้นไทยในเดือนก.ค. อยู่ในกรอบ 1,670-1,717 จุด จากการคาดการณ์ว่ามีแนวโน้มเศรษฐกิจดีต่อเนื่อง หลังไตรมาส 1/61 เติบโต 4.8% สูงสุดในรอบ 5 ปี ล่าสุดธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพิ่มคาดการณ์ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ปี 61 เป็น 4.4% จากเดิม 4.1% ตามการส่งออกและท่องเที่ยวที่โดดเด่นและดีกว่าคาด สอดคล้องกับคาดการณ์ของสำนักงานคณะกรรมการพัฒนการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) ที่ 4.2-4.7% ซึ่งสูงสุดในรอบ 6 ปี

นอกจากนี้ ยังได้รับปัจจัยบวกจากแรงเก็งกำไรผลประกอบการไตรมาส 2/61 เริ่มจากกลุ่มธนาคาร ประมาณกลางเดือน ก.ค.หลังจากนั้นเป็น Real Sector จนถึงกลางเดือน ส.ค.61 รวมถึงราคาน้ำมัน ที่คาดได้รับ Sentiment บวกจากความร่วมมือลดปริมาณผลิตน้ำมัน สูงกว่า 1.2 ล้านบาร์เรล/วัน ถึง 152% ประกอบกับการเพิ่มปริมาณผลิตน้ำมัน 1 ล้านบาร์เรล/วัน ของกลุ่มผู้ผลิตน้ำมันเพื่อชดเชยปริมาณส่งออกน้ำมันของอิหร่านและเวเนซูเอล่า ดีกว่าคาดหมายก่อนหน้าที่คาดสูงถึง 1.5 ล้านบาร์เรล/วัน และมาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่ โดยสหรัฐฯ เรียกร้องให้ประเทศพันธมิตร ระงับการนำเข้าน้ำมันจากอิหร่านภายในวันที่ 4 พ.ย.61

ส่วนปัจจัยที่ยังคงกดดันภาพรวมการลงทุนในเดือนนี้ คือ Fund Flow ต่างชาติยังขายสุทธิตลอดครึ่งแรกของปีนี้ จำนวน 180,077 ล้านบาท อย่างไรก็ตามยังเป็นไปในทิศทางเดียวกับภูมิภาคส่วนใหญ่

สำหรับปัจจัยที่ยังคงต้องจับตา คือ นโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่คาดยังมีความไม่แน่นอน และคาดสร้างความผันผวน รวมถึงส่งผลต่อความเชื่อมั่นลงทุน เช่นที่เกิดขึ้นเมื่อเดือน มี.ค.-มิ.ย.ที่ผ่านมา รวมถึงการประชุมธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 31 ก.ค.-1 ส.ค.61 คาดการณ์ว่ามีการคงอัตราดอกเบี้ย ไว้ที่ 1.75-2.00% และคาดปรับขึ้นอีก 2 ครั้ง ในเดือน ก.ย.และ ธ.ค. ตามลำดับ รวมถึงยังต้องจับตาอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) โดย Bond Yield สหรัฐฯอายุ 10 ปี ลดลงต่อเนื่อง จากกลางเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา หลังขึ้นไประดับสูงสุดที่ 3.07% ซึ่งคาดน้ำหนักกดดันต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงลดลง

ดังนั้น ประเมินกลยุทธ์การลงทุนในเดือน ก.ค.มีโอกาสฟื้นตัว หลังเดือนที่ผ่านมาดัชนีปรับลงสู่ระดับต่ำสุด 1,595.58 จุด นับจากต้นปีที่ผ่านมา คาดตลาดส่วนใหญ่สะท้อนปัจจัยลบจากประเด็นต่างประเทศ โดยเฉพาะสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้า ที่สำคัญ เช่น จีน และกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป (EU) เป็นต้น อย่างไรก็ตามยังมีประเด็นความเสี่ยง จากสถานการณ์ดังกล่าวข้างต้นมีความรุนแรงขึ้น อาจเป็นประเด็นที่สร้างความขัดแย้งระหว่างประเทศ และอาจส่งผลต่อการขยายตัวเศรษฐกิจของโลก และการจำกัดการลงทุนต่อทุกประเทศ (รวมจีน) ที่ยังมีความไม่แน่นอน

ขณะที่คาดการประชุมเฟดในครั้งต่อไป จะยังคงอัตราดอกเบี้ยที่ 1.75-2.00% พร้อมแนะติดตาม Bond Yield หากปรับเพิ่มขึ้น อาจกลับมามีผลต่อการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง รวมถึงตลาดหุ้น และคาดยังส่งผลให้ Fund Flow ยังคงไหลออกจาก Emerging Market ทางด้านราคาน้ำมันคาด Sentiment บวก จะส่งผลดีต่อหุ้นกลุ่มพลังงาน

ทางด้านประเด็นในประเทศ เริ่มเข้าสู่ช่วงประกาศผลการดำเนินงานไตรมาส 2/61 ทำให้คาดว่าจะมีแรงเก็งกำไร ถึงกลางเดือนส.ค. ขณะที่คาด Fund Flow มีโอกาสไหลกลับหากมีการกำหนดวันเลือกตั้งชัดเจน โดยหุ้นขนาดใหญ่ที่เป็นเป้าหมายของต่างชาติ น่าจะกลับมาได้รับความสนใจ

ทั้งนี้ แนะนำ"ทยอยสะสม" หุ้นเป้าหมายของนักลงทุนต่างชาติ หลัง Fund Flow ไหลกลับ เช่น ADVANC, BBL และ PTTEP รวมถึงหุ้นที่มีความปลอดภัยภายใต้เงินปันผลที่จ่ายเป็นประจำ เช่น TMT ที่คาด Dividend Yield ปี 61 สูงถึง 8.0% ประกอบกับหุ้นที่คาดผลการดำเนินงานดีขึ้นต่อเนื่องเมื่อเทียบไตรมาสก่อน เช่น HTECH และหุ้น CBG ที่คาดว่าผลการดำเนินงานกลับมาเติบโตในปี 62 เป็นต้น


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ