SIRI เผยยอดขาย H1/61 ที่ 2.4 หมื่นลบ. เติบโต 62% จากงวดปีก่อน หนุนยอดขายทั้งปีทะลุเป้า 4.5 หมื่นลบ.

ข่าวหุ้น-การเงิน Thursday July 5, 2018 15:16 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายวันจักร์ บุรณศิริ ประธานผู้บริหารสายงานการเงินและสนับสนุนธุรกิจ บมจ.แสนสิริ (SIRI) เปิดเผยว่า ยอดขายครึ่งแรกของปี 61 บริษัททำได้ที่ 2.4 หมื่นล้านบาท หรือคิดเป็น 53% ของเป้าหมายยอดขายในปีนี้ที่ตั้งไว้ 4.5 หมื่นล้านบาท และเติบโต 62% เมื่อเทียบกับครึ่งแรกของปีก่อน จากความสำเร็จของการเปิดโครงการใหม่ในช่วงครึ่งปีแรก 15 โครงการ มูลค่าโครงการ 2.79 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นโครงการคอนโดมิเนียม ทาวน์เฮาส์ และบ้านเดี่ยวในกรุงเทพฯและต่างจังหวัดที่ลูกค้าทั้งไทยและต่างชาติให้การตอบรับเป็นอย่างดี

โดยในช่วงครึ่งปีแรกที่ผ่านมาลูกค้าต่างชาติได้ให้การตอบรับที่ดีด้วยเช่นกัน โดยที่บริษัทสามารถสร้างยอดขายลูกค้าต่างชาต์ในครึ่งปีแรกไปแล้วที่ 6 พันล้านบาท คิดเป็นเกือบ 50% ของเป้าหมายยอดขายจากลูกค้าต่างชาติ 1.3 หมื่นล้านบาท ซึ่งในครึ่งปีหลังคาดว่ายอดขายของลูกค้าชาวต่างชาติจะทำได้อีก 7 พันล้านบาท ส่งผลหนุนให้ยอดขายรวมและยอดขายต่างชาติเป็นไปตามเป้าหมาย

อย่างไรก็ตาม บริษัทยังขอประเมินแนวโน้มยอดขายหลังสิ้นไตรมาส 3/61 อีกครั้ง หากทำยอดขายได้ถึง 70-80% ของเป้าหมาย 4.5 หมื่นล้านบาท บริษัทจะมีการปรับเป้าหมายยอดขายปีนี้เพิ่มขึ้น ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่จะทำได้เกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยที่ในช่วงครึ่งปีหลังบริษัทจะเปิดอีก 16 โครงการใหม่ มูลค่าโครงการรวม 3.63 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นคอนโดมิเนียม 6 โครงการ โดยในส่วนนี้เป็นโครงการร่วมทุนกับโตคิว 1 โครงการ คือ โครงการ XT เอกมัย และโครงการร่วมทุนกับบีทีเอส 2 โครงการ ได้แก่ โครงการเดอะเบส สุขุมวิท 50 และเดอะเบส สะพานใหม่ ส่วนโครงการแนวราบในครึ่งปีหลังจะมีโครงการบ้านเดี่ยว 4 โครงการ และโครงการทาวน์เฮาส์ 6 โครงการ โดยที่โครงการทาวน์เฮาส์จะเนินการเปิดโครงการสิริ เพลส เพิ่มขึ้น หลังจากที่ได้การตอบรับจากลูกค้าอย่างดี

ขณะเดียวกันบริษัทยังได้เพิ่มงบซื้อที่ดินอีก 4 พันล้านบาท จากงบซื้อที่ดินในปีนี้ที่ตั้งไว้ 1.4 หมื่นล้านบาท โดยที่งบซี้อที่ดิน 1.4 หมื่นล้านบาท ได้ใช้ซื้อที่ดินไปพัฒนาโครงการทั้งหมดแล้ว ซึ่งงบที่ดินที่เพิ่มนั้นจะนำไปซื้อที่ดินเพื่อพัฒนาโครงการทาวน์เฮาส์ แบรนด์สิริ เพลส เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจะเน้นการซื้อที่ดินในทำเลกรุงเทพฯรอบนอก พร้อมทั้งจะใช้เงินลงทุน 200 ล้านบาท เพื่อขยายกำลังการผลิตของโรงงานพรีคาสต์ หลังจากที่กำลังการผลิตเดิมที่มี 500,000 ตารางเมตร/ปี ใช้เต็มแล้ว ทำให้จะต้องเพิ่มเป็น 800,000 ตารางเมตร/ปี โดยที่กำลังการผลิตใหม่จะเริ่มเดินเครื่องได้ไนไตรมาส 4/61

นอกจากนี้บริษัทมีแผนการออกหุ้นกู้ชุดใหม่อีกวงเงินไม่เกิน 5 พันล้านบาท ในช่วงเดือนส.ค.นี้ เพื่อชดเชยหุ้นกู้ชุเดิมที่ครบกำหนดอายุในเดือนส.ค. 61 มูลค่า 2 พันล้านบาท ประกอบกับอยู่ระหว่างพิจารณาการออกหุ้นกู้ชุดใหม่เพิ่มตามความเหมาะสม เพื่อเป็นการล็อกต้นทุนดอกเบี้ยก่อนที่จะมีการปรับอัตราดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น โดยที่ต้นทุนดอกเบี้ยหุ้นกู้ของบริษัทไนปัจจุบันอยู่ที่ 3.7%

นางสาววรางคณา อัครสถาพร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานการเงินและพัฒนาธุรกิจใหม่ SIRI กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทมีมูลค่ายออดขายรอโอน (Backlog) อยู่ที่ 5.4 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็น Backlog ของแสนสิริที่พัฒนาเอง 2.67 หมื่นล้านบาท และ Backlog ของโครงการร่วมทุนกับบีทีเอสและโตคิว 2.69 หมื่นล้านบาท โดยที่ Backlog ของแสนสิรินั้นจะรับรู้เข้ามาใช้ครึ่งปีหลังอีก 1.1 หมื่นล้านบาท ส่วน Backlog ของบริษัทร่วมทุนจะเข้ามาเป็นส่วนแบ่งกำไร โดยที่ในช่วงครึ่งปีหลังจะโครงการใหม่ที่สร้างเสร็จเตรียมทยอยโอน 4 โครงการ แบ่งเป็น โครงการร่วมทุน 2 โครงการ คือ โครงการเดอะเบส การ์เด้น พระราม 9 และโครงการเดอะไลน์ อโศก และโครงการที่แสนสิริพัฒนาเอง 2 โครงการ คือ โครงการดีคอนโด พิงค์ เชียงใหม่ และดี คอนโด เชียงราย โดยที่บริษัทมั่นใจรายได้ในปีนี้จะเป็นไปตามเป้าหมายที่ 3 หมื่นล้านบาท

ด้านส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วมทุนคาดว่าในปีนี้จะได้รับเข้ามาราว 700-800 ล้านบาท จากปีก่อนที่ยังมีผลขาดทุนอยู่ และแนวโน้มของอัตรากำไรสุทธิในปีนี้คาดว่าจะอยู่ที่ 8-10% ซึ่งปีก่อนอยู่ที่ 9% โดยที่ในปีนี้บริษัทยอมรับว่าอัตรากำไรสุทธิของบริษัทอาจจะมีแรงกดดันบางส่วนจากต้นทุนการขายของบริษัทที่เพิ่มขึ้น จากการเปิดโครงการมากขึ้นและการขายให้กับลูกค้าชาวต่างชาติที่ต้องมีค่าคอมมิชชั่นให้กับเอเจนซี่ ซึ่งทำให้มีอัตราส่วนการขายและบริหารเพิ่มเป็น 18-20% ในปีนี้ แต่ถือว่าไม่ได้เป็นปัจจัยที่กดดันอัตรากำไรสุทธิอย่างมีนัยสำคัญ

นายวันจักร์ กล่าวเสริมว่า อัตราการปฏิเสธสินเชื่อของลูกค้าที่ซื้อโครงการของบริษัทปัจจุบันอยู่ 8% เพิ่มขึ้นจากสิ้นปีก่อน 5.6% โดยเป็นการเพิ่มขึ้นมาจากโครงการทาวน์เฮาส์ระดับกลาง-ล่าง ที่มีอัตราการปฏิเสธสินเชื่อพอสมควร แต่ไม่ได้ส่งผลต่อการโอนแต่อย่างใด โดยที่บริษัทจะควบคุมอัตราการปฏิเสธสินเชื่อให้ไม่เกิน 10% โดยจะมีแคมเปญร่วมกับธนาคารต่าง ๆ เพื่อทำให้ลูกค้าสามารถขอสินเชื่อได้หลากหลายมากขึ้น


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ