ข่าวอินโฟเควสท์
13:32 เกิดเหตุกราดยิงระหว่างกองทัพอิหร่านจัดพิธีสวนสนาม มีผู้เสียชีวิตหลายคน   สถานีโทรทัศน์ของทางการอิหร่านรายงานว่า เกิดเหตุคนร้ายใช้ปืนกราดยิงในระ…
13:06 ออสเตรเลียออกกฎเข้มงวด สั่งห้ามประชาชนที่เป็นหนี้รัฐบาลเดินทางออกนอกประเทศ   สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า รัฐบาลออสเตรเลียได้ออกมาตรการเข้มงวด โดยร…
12:22 NEWS ปรับแผนธุรกิจจับมือ TVD ดันยอดขายเพิ่มเท่าตัว แยกธุรกิจทีวีดิจิทัล-สำนักข่าว   นายอารักษ์ ราษฎร์บริหาร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. นิวส์ …

CLSA คงเป้า SET ปีนี้ 1,900 จุด หวังสงครามการค้าผ่อนคลายปลายปี-ลุ้นเลือกตั้งไทยชัดขึ้น แนะทยอยซื้อ

ข่าวหุ้น-การเงิน สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- พฤหัสบดีที่ 12 กรกฎาคม 2561 16:14:05 น.

นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บล.ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า บริษัทยังคงเป้าดัชนีตลาดหุ้นไทยปีนี้ที่ 1,900 จุด โดยช่วงปลายปีนี้ดัชนีมีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้น 200-300 จุด มาถึงระดับ 1,800-1,900 จุด จากคาดการณ์บรรยากาศสงครามการค้าโลกจะผ่อนคลายลงในช่วงปลายปี หลังสัญญาณการตอบโต้ทางการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีนไม่ได้มีการขึ้นภาษีสินค้าที่กระทบต่อการส่งออกมากนัก รวมถึงการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้นไทยรุนแรงไม่มากนัก เนื่องจากตลาดได้รับรู้ไปแล้ว ขณะที่การประกาศตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯที่ผ่านมาไม่ได้ดีมากนัก

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ตลาดยังคงรอลุ้นการประกาศวันเลือกตั้งที่ชัดเจนจากนายกรัฐมนตรี ซึ่งจะดึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติกลับมา อีกทั้งจะทำให้ พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุภาครัฐฉบับใหม่ เป็นอุปสรรคในการทำงานน้อยลง ผลักดันให้มีโครงการออกมาประมูลมากขึ้น อาทิ รถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ รถไฟฟ้าส่วนต่อขยายสายสีส้ม-ม่วง โดยงานก่อสร้างที่ออกมาจะเป็นตัวขับเคลื่อนตลาดหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ แต่หากการเลือกตั้งมีความล่าช้าก็จะส่งผลกระทบเชิงลบต่อตลาดหุ้น แต่ต้องดูปัจจัยที่ทำให้ล่าช้าและโรดแมพในอนาคตด้วย

ทั้งนี้ ในช่วงนี้นับเป็นช่วงที่เหมาะสมที่จะเริ่มทยอยซื้อหุ้น โดยตลาดมีโอกาสปรับตัวขึ้นแรงในช่วงไตรมาสที่ 4/61 อย่างไรก็ดีมองว่าการลงทุนหุ้นในระยะสั้นมีความเป็นไปได้ยากเนื่องจากตลาดฯยังมีความเสี่ยงเรื่อง block trade และ การซื้อขายด้วยหุ่นยนต์ อาจทำให้ตลาดหุ้นแกว่งตัว ซึ่งหากนักลงทุนไม่เข้าใจในความเสี่ยงดังกล่าวอาจมีปัญหาในภายหลัง

โดยแนะนำลงทุนในหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้าง เช่น STEC, UNIQ กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ เช่น ORI, SPALI, LPN กลุ่มโรงพยาบาล เช่น BDMS กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม เช่น WHA, AMATA และกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี เช่น  PTTGC

ADVERTISEMENT
ข่าวที่เกี่ยวข้อง