(เพิ่มเติม) SCC คาดยอดขายปีนี้ใกล้เคียงเป้าโต 5-10% พร้อมเดินหน้าปิโตรฯเวียดนามเตรียมเซ็นกู้ 3.2 พันล้านเหรียญฯในส.ค.

ข่าวหุ้น-การเงิน Wednesday July 25, 2018 16:49 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) หรือเอสซีจี คาดยอดขายปีนี้ใกล้เคียงเป้าหมายที่คาดเติบโต 5-10% จากปีก่อน หลังช่วงครึ่งแรกปีนี้ยอดขายเติบโต 6% ขณะที่ช่วงครึ่งหลังของปีนี้ยังมีปัจจัยบวกจากการลงทุนภาครัฐที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ซึ่งจะหนุนยอดขายในประเทศเติบโตได้ดี แต่ยังต้องจับตาสงครามการค้าโลกที่อาจจะกระทบต่อปริมาณและราคาการขายสินค้าปิโตรเคมี หลังเริ่มมีสัญญาณชะลอตัวการสั่งซื้อสินค้าในตลาด

พร้อมเตรียมเดินหน้าโครงการปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ ในเวียดนาม โดยจะเซ็นสัญญากู้เงิน 3.2 พันล้านเหรียญสหรัฐฯในเดือนส.ค. นี้ ก่อนเดินหน้าเริ่มลงทุนหนักในปีหน้าราว 2 หมื่นล้านบาท จากงบลงทุนรวมทั้งหมดของเอสซีจีที่ตั้งไว้ในกรอบ 5-6 หมื่นล้านบาท มากกว่าปีนี้ที่คาดว่าจะมีการลงทุนราว 4-5 หมื่นล้านบาท

นายรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยว่า ยอดขายปีนี้น่าจะทำได้ใกล้เคียงเป้าหมายที่คาดว่าจะเติบโต 5-10% จากระดับ 4.51 แสนล้านบาทในปีที่แล้ว หลังช่วงครึ่งแรกของปีทำยอดขายราว 2.39 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และในช่วงครึ่งหลังของปีนี้น่าจะทำได้ใกล้เคียงหรือดีกว่าเล็กน้อย

ทั้งนี้ โดยยอดขายในประเทศช่วงครึ่งหลังของปีนี้น่าจะเติบโตได้ใกล้เคียงหรือดีขึ้นเล็กน้อยจากครึ่งปีแรกที่โต 3% เนื่องจากเศรษฐกิจในประเทศดีขึ้นตามการลงทุนภาครัฐที่มีเข้ามา รวมถึงการค้าชายแดนยังเติบโตได้ดี ส่วนต่างประเทศยังมีความเสี่ยงด้านสงครามการค้าอาจจะมีผลกระทบทางอ้อม แต่หากมีความรุนแรงมากขึ้นอาจจะมีผลกระทบได้

"ช่วงครึ่งปีแรกเราโตขึ้นประมาณ 6% ครึ่งปีหลังถ้าดูแนวโน้มตลาดก็น่าจะไปได้ค่อนข้างดี การขายสินค้าในประเทศไปได้ดี ตัวเลข 5-10% น่าจะเป็นไปได้ คิดว่าน่าจะดีกว่าปัจจุบันนิดหน่อย แต่ต้องดูปัจจัยความเสี่ยงในเรื่องการค้าระหว่างประเทศที่ยังมีประเด็นเรื่องของสงครามการค้า"นายรุ่งโรจน์ กล่าว

นายรุ่งโรจน์ กล่าวว่า เอสซีจีคาดการณ์ความต้องการใช้ปูนซีเมนต์ในประเทศปีนี้จะเติบโต 1-3% จากระดับ 37 ล้านตันในปีที่แล้ว แต่การเติบโตอาจจะไม่ถึงระดับ 3% เนื่องจากความต้องการใช้ปูนในช่วงครึ่งแรกของปีนี้เติบโตได้เพียง 1% แต่ก็เชื่อว่าจะกลับมาเพิ่มขึ้นในกรอบ 1-3% ในช่วงครึ่งหลังของปีตามการลงทุนของภาครัฐ แต่ก็คงไม่สามารถทำให้การใช้ปูนในปีนี้เติบโตได้ในระดับ 3%

สำหรับความคืบหน้าการดำเนินโครงการปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ ในเวียดนาม มูลค่า 5.4 พันล้านเหรียญสหรัฐนั้น ล่าสุดเอสซีจีได้เพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นเป็น 100% จากเดิม 71% และมีแผนจะลงนามสัญญาเงินกู้มูลค่าประมาณ 3.2 พันล้านเหรียญสหรัฐกับสถาบันการเงินทั้งในและต่างประเทศในเดือน ส.ค.นี้ โดยจะเริ่มดำเนินการออกแบบวิศวกรรม การจัดหาเครื่องจักรและอุปกรณ์ และการก่อสร้าง (EPC) ในไตรมาส 3/61 เพื่อเริ่มผลิตเชิงพาณิชย์ในช่วงครึ่งแรกของปี 66

ขณะที่เงินลงทุนส่วนที่เหลืออีกราวกว่า 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 7 หมื่นล้านบาทนั้นจะเป็นส่วนทุนที่เอสซีจีจะทยอยใส่เงินลงทุนเข้าไป ซึ่งมั่นใจว่าจะไม่กระทบต่อแผนทางการเงินของเอสซีจี ที่ได้จัดทำแผนล่วงหน้า 5 ปีแล้ว

นายเชาวลิต เอกบุตร ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่-การเงินและการลงทุน เอสซีจี เปิดเผยว่า ปีหน้าเอสซีจีคาดว่าจะใช้เงินลงทุนราว 5-6 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากระดับ 4-5 หมื่นล้านบาทในปีนี้ โดยส่วนใหญ่ราว 2 หมื่นล้านบาทจะใช้ลงทุนในโครงการปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ในเวียดนาม ที่จะเริ่มลงทุนมากขึ้น หลังจากที่จะเริ่มลงทุนตั้งแต่ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ซึ่งจะทำให้เงินลงทุนในช่วงครึ่งหลังปีนี้มากกว่าระดับ 1.79 หมื่นล้านบาทในช่วงครึ่งปีแรก อย่างไรก็ตามกรอบเงินลงทุนทั้งปีนี้ ยังต่ำกว่าเป้าหมายเดิมที่อยู่ในกรอบ 5-6 หมื่นล้านบาท หลังการเจรจาซื้อกิจการมีความล่าช้าบ้าง

สำหรับทิศทางผลการดำเนินงานของธุรกิจปิโตรเคมีในปีนี้ มองว่าส่วนต่าง (สเปรด) ผลิตภัณฑ์ HDPE และแนฟทา ตั้งแต่ต้นปีนี้อยู่ในระดับกว่า 750เหรียญสหรัฐ/ตัน สูงกว่าระดับเฉลี่ย 650-680 เหรียญสหรัฐ/ตันในปีที่แล้ว แม้จะมีกำลังการผลิตใหม่ทยอยเข้ามาเพิ่มต่อเนื่อง แต่ความต้องการใช้ก็เพิ่มขึ้นตามภาวะเศรษฐกิจที่ดีขึ้น และนโยบายของจีนที่ใช้พลาสติกรีไซเคิล ทำให้จีนหันมาซื้อเม็ดพลาสติกใหม่มากขึ้น ซึ่งช่วยหนุนราคาผลิตภัณฑ์ให้สูงขึ้น แม้จะยังได้รับผลกระทบจากต้นทุนแนฟทาที่สูงขึ้นตามราคาน้ำมันก็ตาม

อย่างไรก็ตาม ในระยะต่อไปยังต้องจับตาประเด็นสงครามการค้าโลกว่าจะส่งผลกระทบต่อราคาปิโตรเคมีหรือไม่ หลังปัจจุบันผู้ผลิตในจีนเริ่มมีความกังวลต่อตลาดรวม หลังจากที่เริ่มเห็นการชะลอตัวของคำสั่งซื้อเล็กน้อย แต่ยังไม่ได้ส่งผลกระทบถึงราคาในขณะนี้

ส่วนความคืบหน้าการพิจารณาลงทุนใหม่ในพื้นที่พัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ก็ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาการลงทุน ซึ่งอาจจะตัดสินใจลงทุนเป็นรายโครงการ โดยเน้นกลุ่มอุตสาหกรรมเบา ระบบโลจิสติกส์ ซัพพลายเชน ซึ่งแผนงานต่าง ๆ ก็คาดว่าจะทยอยออกมาเป็นรายโครงการ

นายเชาวลิต กล่าวด้วยว่า สำหรับในไตรมาส 3/61 เอสซีจี คาดว่าจะรับรู้กำไรพิเศษจากการขายกิจการอย่างน้อย 2 บริษัท ได้แก่ การขายหุ้น 60% ในบริษัท สยามสเตบิไลเซอร์ส แอนด์ เคมิคอลส์ จำกัด คาดว่าจะบันทึกกำไร 178 ล้านบาท และการขายหุ้น 64.68% ใน Alliance Petrochemical Investment (Singapore) จะรับรู้กำไรราว 770 ล้านบาท โดยการขายหุ้นบริษัท Alliance Petrochemical Investment (Singapore) ซึ่งเป็นผู้ผลิตปิโตรเคมีในอิหร่านเพื่อหันมาโฟกัสอาเซียนมากขึ้น


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ