TTCL คาดครึ่งปีหลังพลิกมีกำไร เผยมีงานใหม่แล้ว 1.5 หมื่นลบ.,Sojitz ร่วมทุนเพิ่มโอกาสรับงานในเมียนมา-เวียดนาม-ไทย

ข่าวหุ้น-การเงิน Monday September 3, 2018 17:18 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นายกอบชัย ธนสุกาญจน์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้บริหารสายงานการเงินและบัญชี บมจ.ทีทีซีแอล (TTCL) เปิดเผยว่า ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันบริษัทได้งานใหม่แล้วจำนวน 1.5 หมื่นล้านบาท ทำให้งานในมือ(Backlog) เพิ่มมาเป็น 2.1 หมื่นล้านบาท ดังนั้นคาดว่าจะช่วยทำให้ผลประกอบการในช่วงครึ่งหลังปีนี้ดีขึ้น แต่จะดีขึ้นมากน้อยอย่างไรขึ้นกับการเร่งมือก่อสร้างรับรู้รายได้ และในช่วงที่เหลือปีนี้บริษัทก็ยังมีโอกาสรับงานใหม่เพิ่มอีก

ในช่วงครึ่งปีแรก บริษัทประสบผลขาดทุน เนื่องจากการตั้งสำรองการจ่ายไฟไม่ครบตามสัญญาของโรงไฟฟ้า Ahlone เฟสแรกในเมียนมา จำนวน 200 ล้านบาท และผลกระทบจากดอลลาร์แข็งค่า

นายบุญยกฤต เสาวรรณ ผู้จัดการฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ TTCL คาดว่า รายได้รวมในปีนี้จะอยู่ที่ 7 พันล้านบาท ต่ำกว่าปีก่อนที่มี 1.1 หมื่นล้านบาท โดยคาดว่าครึ่งปีหลังจากรับรู้รายได้จากงานใหม่ 20% ของ backlog หรือ 4 พันล้านบาท เทียบกับรายได้รวมครึ่งปีแรกมี 3 พันล้านบาท ลดลง 52% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากบริษัทมีงานในปี 60 ไม่มาก หรือ มีจำนวน 240 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้การรับรู้รายได้น้อยลงตามงาน ขณะที่ปีนี้มีงานใหม่แล้ว 470 ล้านเหรียญสหรัฐ (1.5 หมื่นล้าบาท) จากเป้าหมายปีนี้ตั้งไว้ 700 ล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนใหญ่เป็นงานขนาดใหญ่กว่าจะเริ่มงานก่อสร้างได้ในปีหน้า ซึ่งจะส่งผลให้ผลประกอบการในปีหน้าเติบโตอย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม ช่วงครึ่งปีหลังคาดว่าจะพลิกมีกำไร จากครึ่งแรกของปีมีผลขาดทุน 91.17 ล้านบาท และทำให้ทั้งปีมีกำไรเล็กน้อย จากปีก่อนมีกำไรสุทธิ 52.56 ล้านบาท

"ครึ่งปีหลังจะดูดีชึ้น กำไรไม่หวือหวา เพราะขึ้นกับเราจะรับรู้รายได้จาก Backlog ที่ 2.1 หมื่นล้านบาท เท่าไร Best case จะรับรู้ 30% หรือ 6 พันล้านบาท แต่ที่เป็นไปได้รับรู้ 20% หรือ 4 พันล้านบาท ปีนี้บริษัทเข้าประมูล 4.27 หมื่นล้านบาท" นายบุญยกฤต กล่าว

สำหรับการที่ TTCL ได้ SoJitz Corporation จากญี่ปุ่นเข้ามาถือหุ้นสัดส่วน 9.09% จะทำให้บริษัทมีโอกาสได้รับงานใหม่เพิ่มมากขึ้น ซึ่งกลุ่ม SoJitz มีจุดแข็งด้านการเงิน และ TTCL มีประสบการณ์งานก่อสร้าง เชื่อว่าจะช่วยเพิ่มโอกาสธุรกิจ EPC ในประเทศที่ SoJitz มีความรู้และประสบการณ์ทางธุรกิจ EPC เช่น รัสเซีย และกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (NIS Countries) และร่วมมือกันในงานก่อสร้าง EPC ที่เน้นในไทย เมียนมา และเวียดนาม

นอกจากนั้น ยังมีโอกาสได้งานที่ทางการญี่ปุนให้การสนับสนุนการเงิน อาทิ องค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) ธนาคารเพื่อความร่วมมือระหว่างประเทศญี่ปุ่น (JABIC) ไม่ว่าจะเป็นบริษัทญี่ปุ่น หรืองานที่ใช้เครื่องจักรญี่ปุ่น ซึ่งบริษัทคาดว่าจะได้รับงานเพิ่มขึ้นจากช่องทางนี้ โดยเฉพาะงานก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ TTCL ขยายงานในโครงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน นอกเหนือจากขอบเขตในประเทศ รวมทั้งเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ O&M ให้แก่บริษัทด้วย อีกทั้งโอกาสที่ SoJitz จะเข้าร่วมทุนในธุรกิจที่อยู่ในแผนการลงทุนของ TTCL เช่น ธุรกิจพลังงานไฟฟ้าในเมียนมา โดยที่ผ่านมา SoJitz ได้งานก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าในอินเดีย จากมุมไมไปนิวเดลี ระยะทาง 1,500 กม.

นายบุญยกฤต กล่าวว่า ขณะนี้ TTCL และ Sojitz ได้รวมเข้าประมุลงานด้วยกัน 2 โครงการในต่างประเทศ มูลค่ารวมกว่า 500 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งอีก 9 เดือนจึงจะรู้ผลประมูล นอกจากนี้ อยู่ระหว่างเจรจาการลงทุนเขื่อนในประเทศสปป.ลาว อีกด้วย

"TTCL มีความสัมพันธ์กับ SoJitz มานานกว่า 25 ปีแล้ว เมื่อร่วมมือกันจะนำจุดแข็งแต่ละบริษัทได้รับประโยชน์ในธุรกิจ EPC แข็งแกร่งมากขึ้น โดย Sojitz เป็นบริษัทที่ดำเนินธุรกิจหลากหลายทั่วโลก และมีความแข็งแกร่งทางด้านการเงินและมีฐานลูกค้าเกี่ยวกับโรงงานปิโตรเคมี ปุ๋ย และโรงไฟฟ้า"นายบุญยกฤต กล่าว

นายบุญยกฤต กล่าวอีกว่า บริษัทจะยื่นแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) เพื่อขายหุ้นเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (ไอพีโอ) ของ บริษัท TTCL Power Holding Pte. Ltd. (TTPHD) ในปลายปีนี้ และคาดว่าจะเสนอขายหุ้นได้ในไตรมาส 3/62 จากเดิมคาดไว้ในไตรมาส 2/62

ทั้งนี้ TTPHD เป็นบริษัทจดทะเบียนในสิงคโปร์ และดำเนินธุรกิจโรงไฟ้าในเมียนมา คือ โรงไฟฟ้า Ahlone เฟสแรก มีกำลังผลิต 121 เมกะวัตต์ และ อยู่ระหว่างดำเนินโครงการโรงไฟฟ้า Ahlone เฟส 2 ที่มีกำลังการผลิต 356 เมกะวัตต์ โดยคาดว่าในไตรมาส 4/61 จะเจรจาสัญญาซื้อขายไฟฟ้า(PPA) และคาดว่าจะสรุปการจัดหาเงิน (Project Finance) ในไตรมาส 2/62 ทั้งนี้ ทาง SoJitz แสดงความสนใจจะเข้าร่วมทุนด้วย และยังมีโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ในเวียดนาม

โดยแผนการระดมทุนจากการขายหุ้นไอพีโอครั้งนี้จะนำมาใช้ลงทุน โรงไฟฟ้า Ahlone เฟส 2 และยังมีเงินเพิ่มทุน RO เหลืออยู่ 112 ล้านบาทด้วย


เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ ศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ ข้อตกลงการใช้บริการ รับทราบ